วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562

DS 2 | แหวนต่างหน้า


DS 2 | พลอยต่างหน้า

ดึกมากแล้ว ขณะผมจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋าเดินทางริโม มันเป็นกระเป๋าหนังไนลอนสีเงิน 
ผมวางกระเป๋าลงบนเตียง ภายในห้องนอนเป็นเพดานทรงสูง ริมหน้าต่างมีกระจกใสขนาดใหญ่

ผมมองไปยังกลุ่มดาวที่ทอประกายนอกหน้าต่าง การเห็นแสงดาวได้ ต้องผ่านความมืดมิด ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะคฤหาสน์อูวิว อยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติแคลิฟอร์เนีย
"สวยเหลือเกิน"  ผมพึมพำ ยืนนิ่งหลายนาที ชื่นชมทิวทัศน์งามที่ปรากฏตรงหน้า พลางสงสัยว่า ดาวบนฟ้าจะน้อยใจบ้างมั้ย ที่ผู้คนพากันหลับไหล ขณะที่พวกมันขึ้นเวทีส่องประกาย
"พรุ่งนี้เป็นวันพิเศษ" ผมยิ้มให้ดวงดาว "ไม่ใช่พิเศษแบบธรรมดา แต่พิเศษสุด ๆ จนไม่มีทางลืมได้เลย"
ผมเตรียมไปพักผ่อนกับฮันนาห์ มันเป็นเสาร์แรกเดือนมกราคม เราตั้งใจมาฉลอง เนื่องในโอกาสเธอได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการธนาคาร ส่วนธุรกิจค้าไวน์ของผมก็ภิญโญสโมสร  ปีนี้ครบ 6 ปีที่รู้จักกัน


ผมพบฮันนาห์ครั้งแรก ในคาบเรียนดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูส์
เธอมีผมบลอนด์ยาวเหยียดตรง ดวงตาสีฟ้าแววประกาย สูงโปร่ง ใบหน้าได้สัดส่วนงดงาม ซึ่งนี่เองทำให้ชายหนุ่มติดใจมากมาย เราไม่เคยมีโอกาสคุยกัน กระทั่งเย็นหนึ่ง ความมืดเริ่มโรยตัว เธอเดินออกจากหอดูดาว  มันตั้งอยู่บนดาดฟ้าริมระเบียง ทอดยาวนาบภูเขาสูง ผมเป็นฝ่ายแสดงความกล้าหาญออกไป

"โอ้โห เหนือพื้นดินยังมีกลุ่มดาวส่องประกายอยู่เหมือนกันแฮะ" ฮันนาห์มองผม เราทั้งคู่เบือนหน้าไปยังทิวทัศน์ของเมือง ที่เต็มไปด้วยแสงไฟนับหมื่น ๆ
"ในแสงไฟแต่ละดวงนั่น มีคนหลายประเภทอาศัยอยู่นะคะ"  ฮันนาห์ว่า
"ใช่..." ผมว่า "แต่ละคนมีปัญหาของตนคนละแบบ มากมายพอ ๆ กับดาวบนฟ้า และปัญหาของผมคือต้องใช้ความกล้าหาญมากทีเดียว ที่จะก้าวเข้ามาทำความรู้จักคุณ"
"คุณกลัวฉันเหรอ ?" เธอสบตาผม แววประหลาดใจ
"ผมกลัว ผู้หญิงสวยอย่างคุณจะไม่คุยกับผม แต่ที่กลัวมากกว่าจริง ๆ คือโอกาสที่พลาดทำความรู้จักคุณ"
"ชีวิตที่กลัวก็เหมือนใช้ชีวิตเพียงครึ่งเดียวนะคะ" ฮันนาห์ยิ้ม
คืนนั้นผมพาเธอไปส่งบ้าน เราแลกเบอร์โทรศัพท์ จากนั้นเจอกันอีกในวันรุ่งขึ้น เราไปเดินเล่นในเมือง ปิกนิกเซ็นทรัลพาร์ค วันถัดไปก็แวะชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ค่ำนั้นผมจุมพิตเธอบนสะพานบรูคลิน เราติดต่อกันเสมอกระทั่งจบการศึกษา เธอเข้าฝึกงานในธนาคารบีโอเอ ส่วนผมออกมาก่อตั้งธุรกิจค้าไวน์ หกปีเศษ ผมประสบความสำเร็จช่วงอายุยี่สิบตอนปลาย ทุกอย่างมาไว ตั้งตัวไม่ทัน ผมก้าวไปไกล ขนาดมีไร่องุ่น มีบริษัทต้องดูแล มีทนาย เลขา และคนขับรถส่วนตัว แต่นั่นยังไม่พอ ชีวิตนี้มีสิ่งที่ผมต้องการอีกมากมาย




อากาศตอนเช้าสดชื่นมาก เมื่อขับรถถึงริมชายฝั่ง นกแซนด์ไปเปอร์ร้องตลอดทาง จากตรงนี้ยังมองไม่เห็นตัวบ้าน แต่ก็นึกภาพออก บ้านตั้งอยู่ระหว่างต้นโอ๊กกับต้นสน มองไปจากตรงนั้น จะมีทุ่งหญ้ากว้างจนจรดทะเล ในตอนกลางคืนเมื่อเงียบสงัดจะได้ยินเสียงคลื่น แว่วมาเบา ๆ บ้านทั้งหลัง ประกอบด้วยไม้ซุง  มันเป็นพื้นที่ใหญ่สำหรับบ้านหลังเล็ก มีชั้นเดียวสามห้องนอน สองห้องน้ำ หนึ่งห้องครัวบวกห้องนั่งเล่น
"ในที่สุดก็ถึงสักที" ผมว่า
"โอ้โห สวยจังเลยค่ะ" ฮันนาห์ชม ก้าวลงจากรถ
"ผมเรียกมันว่า สวรรค์ของพระเจ้า ข้างในมีของใช้สำคัญจำเป็น สำหรับพักได้ตลอดสัปดาห์เชียวนะ"  เราเข้าไปเก็บเสื้อผ้าในห้องนอน จากนั้นผมเดินเข้าห้องนั่งเล่น เปิดลิ้นชัก หยิบกล่องเล็ก ๆ ขึ้นครุ่นคิดอีกครั้ง
"ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนทีเถอะ" ผมพูดกับตัวเอง พลางเฝ้ารอให้เวลานั้นมาถึงเร็ว ๆ  เสียที


ตกเย็น เรานั่งเบียดชิดริมหาด ท้องฟ้าเริ่มมีแสงทองประกาย ผิวทะเลใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น เหมือนเคลือบด้วยทอง
"จำลูกหมาพุดเดิ้ลสีดำ ตาดำ ที่เราเคยให้อาหารหน้าธนาคารได้ไหมคะ ?"  อยู่ ๆ ฮันนาห์พูดอย่างอมยิ้ม
"เจ้าชาคัสนะเหรอ ?"
"ตอนนี้มันคลอดลูกแล้วค่ะ แปดตัวแน่ะ ฉันตั้งใจว่า ถ้าไม่มีใครรับไปเลี้ยง จะเปิดมูลนิธิอุปการะสุนัขจรจัด"
"ดี ผมจะช่วยออกเงินสนับสนุนนะ"
"โอ้ ไม่ดีกว่าค่ะ คุณก็รู้ฉันไม่อยากพึ่งเงินคุณ"
"โธ่... ฮันนาห์ ชีวิตคนเราสั้นนะ ผมมีโอกาสได้พบคุณแล้ว หากมีอะไรที่สามารถทำให้คุณได้...  ปล่อยให้ผมทำเถอะ"
"แต่ว่า..." ฮันนาห์แย้ง ผมไม่รอให้เธอพูดจบ
"เรื่องเงินไม่เคยเป็นปัญหาของผมเลยนะ ผมมีเงินมากพอที่จะช่วยเหลือคุณได้บริบูรณ์ทุกอย่าง คุณจะไม่ต้องเดือดร้อนในเรื่องนี้เลย"
เธอนิ่งคิดนิดนึง "ตกลงค่ะ... แต่แค่เรื่องนี้เท่านั้นนะ..." ฮันนาห์ว่า เธอพูดต่อ "ฉันดีใจ ที่คุณช่วยออกทุน"
"ผมก็ดีใจ ที่คุณดีใจ..." ผมเศษไม้วาดรูปเจ้าชาคัส พระอาทิตย์ตกดินพอดี



เวลา 20:05 น. เรากลับเข้าบ้านพัก  ผมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เดินเข้าไปห้องนั่งเล่น แสงไฟสาดอ่อน ๆ จากเตาผิง ทำให้ผมเห็นดวงตาฮันนาห์  ดูเยือกเย็น อ่อนโยน เธอนั่งอ่านหนังสือริมหน้าต่าง ลมเย็น ๆ สดชื่นของทะเล พัดเข้ามาจากหน้าต่างบานนั้น เธอพกหนังสือไปใหนมาใหนเหมือนเคย และมักหยิบยกข้อความ ของนักเขียนหลายคน ขึ้นพูดได้สบาย ๆ ผมรู้สึกเป็นเกียรตเสมอที่ได้ฟังเธอทำแบบนั้น
"ฮันนาห์ คืนนี้ไปนั่งเรือยอชร์ชมดาวในทะเลมั้ย" ผมเหยียดกายพิงโซฟา
เธอวางหนังสือในมือลง  "ดีสิค่ะ คืนนี้ฟ้าใสด้วย อาจเห็นดาวตกก็ได้"
"ดี ผมจะเอาไวน์ชั้นเยี่ยม ที่พกมาไปด้วย" 
 เวลา 21:10 น. เราออกจากบ้านพัก เดินไปยังระเบียง มันเป็นไม้ยาว ทำจากต้นโอ๊ค ทอดไปนอกทะเล ปลายทางมีเรือยอร์ช 68 SPORTS MOTOR YACHT จอด  ภายในมีห้องคนขับ ชั้นลอย ห้องเครื่องยนต์ และ ดาดฟ้าสำหรับเดินไปรอบ ๆ กลางตัวเรือเป็นพื้นที่สำหรับพักผ่อนทำด้วยไม้สัก  ที่นั่งมีเจ็ดเบาะทำด้วยหนังนูบัค มีระบบปรับอากาศ เครื่องเสียง เครื่องทำน้ำแข็ง และตู้แช่ไว....



ทะเลเงียบสงบสีครามใส สายลมอันหนาวเหน็บโชยมาเป็นระรอก ท่ามกลางแสงจันทร์ ส่องกระทบพื้นน้ำ เกิดแสงส่องสว่างระยิบระยับเข้าคู่กับดาวบนฟ้า
"ดูสิคะ แมทธิว ฟ้าใสเหลือเกิน" 
ผมแหงนหน้าขึ้นสู่เบื้องบน "คืนนี้ดาวเต็มฟ้าทีเดียว" ผมพูด
"อย่าจ้องมองดวงดาว แต่จงเป็นดาว" ฮันนาห์เอ่ย
"อะไรนะ ?" 
"มิสซิสแอนนาเคยกล่าว ในคาบเรียนดาราสาตร์นะคะ คุณจำได้มั้ย ?"
ความทรงจำผม นึกย้อนสู่ห้วงอดีต "อ่อ!! ใช่! ความจำคุณนี่เยี่ยมจริง ๆ"
"คุณคิดว่า เธอต้องการบอกอะไรเรา ?" ฮันนาห์ถาม
"ผมเคยเดาว่า เธอคงอยากให้เรามีชีวิตโดดเด่น มีรัศมีเหมือนดาวบนฟ้า... ว่ากันว่า การจะเป็นดาว ต้องใช้ความมั่นใจ มากกว่าพรสวรรค์...."
ผมหยุดนิดนึง พลางคิดไปถึงเมื่อหกปีก่อน แล้วอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้
"นั่นคุณขำอะไรของคุณคะ ?"
"อ๋อ!! คิดถึงสมัยเรียนนะ ตอนนั้นผมเป็นตัวแสบนี่นะ มิสซิสแอนนาคาดหวังไว้มาก ว่าผมจะล้มเหลว  เธอเคยบอกว่า ผมไม่มีทางเรียนจบในสี่ปี  ผมก็เลยพิสูจน์ให้เธอเห็น"
"และคุณก็ทำสำเร็จ" ฮันนาห์ว่า
"ใช่ ผมบอกตัวเองว่าจะไม่มีทางให้เธอสมหวัง  นี่คือเหตุผล ที่ทำให้ผมตั้งความหวังทุกอย่างไว้สูง คนเราน่ะ ถ้าต้องปากกัดตีนถีบตั้งแต่ต้น  ก็ย่อมต้องกลายเป็นนักสู้ไปธรรมดา..." ผมหยุดนิดนึง "ความหวังเป็นสิ่งดีนะ"
"ค่ะ....แต่ความหวัง มีไว้สำหรับคนที่ยังไม่สมหวัง...." ฮันนาห์กล่าว ผมสังเกตุเห็นความโศกเศร้าในแววตาเธอ



"ไวน์สักแก้วมั้ย ?" ผมถาม
"ก็ดีค่ะ"
ผมลุกขึ้น เปิดตู้แช่ไวน์ หยิบไวน์แดงปี 1976 รินสองแก้ว
"ดื่มให้อะไรดีละคะ ?" ฮันนาห์ถาม
"ดื่มให้แก่ค่ำคืนที่แสนโรแมนติค" ผมพูด
 ฮันนาห์มองหน้าผม เราทั้งคู่จ้องไปยังทิวทัศน์ของทะเล เหตุการ์ณคืนนี้ผมรู้สึกเหมือนวันแรกที่เราได้คุยกัน  แต่ครั้งนี้ต่างไป เพราะมีดาวแผ่กระจายเหนือน่านฟ้า สายลมพัดอ่อนเย็น ๆ  แสงจันทร์อ่บอุ่นเย็นตา ทะเลก็มีเสียงคลื่นเบา ๆ และไกลลิบออกไป....  ฝูงโลมาว่ายกระโดดโผล่พ้นผิวน้ำ


"รู้มั้ย ผมชอบช่วงเวลากลางคืนนะ มันเป็นช่วงที่โลกแห่งความจริงกำลังหลับใหล ส่วนโลกแห่งความฝันกำลังเริ่มต้น"
"คุณไม่ชอบโลกแห่งความจริงเหรอ ? "
"ใช่....บางครั้งโลกภายนอกไร้ซึ่งความหวัง จนผมต้องเปลี่ยนโลกภายในใจให้มีความหวังเป็น 2 เท่า....." ผมหยุดนิดนึง "แต่เอาเถอะ ยังไงผมก็ชอบกลางคืนมากกว่า  นั่นคือเหตุผลที่เลือกเรียนวิชาดาราศาตร์"
"ฉันนึกว่าที่คุณเลือกเรียน เพราะอยากรู้จักฉันมากกว่า"
"นั่นก็ส่วนนึง" ผมว่า
"อุ้ยดาวตก" ฮันนาห์พูดพลางชี้มือไปข้างหลังผม "ได้เห็นดาวตกด้วย...."
ผมหันไปมอง เห็นเพียงพริบตาเดียว มันตกเร็วเหลือเกิน
"อฐิษฐานไม่ทันนะคะ มันร่วงเร็วไป" ฮันนาห์ว่ายิ้มอย่างเสียดาย
"คงเพราะมันวิ่งด้วยความเร็วมากกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง " ผมพูดขึ้น

"มิสสิซิแอนนาเคยบอกว่า ดาวตก คืออุกาบาตที่ตกลงมาจากอวกาศ"  ฮันนาห์ตอบ
"ใช่" ผมว่า "เพราะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงลงมา พอเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ เลยเกิดเป็นประกายไฟ.... คนสมัยโบราณนะ เห็นประกายไฟของมันเป็นเรื่องแปลก พวกเขาเลยพากันอฐิษฐาน แต่ผมว่า แทนที่จะอธิฐาน สู้คิดซะว่าจะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นดีกว่า"
"คุณจะบอกว่าไม่เชื่อเรื่องในเรื่องคำอธิษฐานเหรอ ?" ฮันนาห์ถาม
"ผมเชื่อในการลงมือ ชีวิตก็เหมือนการโต้คลื่นนะ ต้องทรงตัวบนผิวน้ำให้ได้ตลอดเวลา"

ฮันนาห์ทอดสายตามองไปยังพื้นทะเล..... "แต่ตราบใดทะเลยังมีคลื่น อย่าคาดหวังความราบรื่นในชีวิตนะคะ"
"การโต้คลื่นจะผ่านไปได้ด้วยดี ถ้าโต้อย่างมีสติ" ผมว่า
"แล้วเรื่องดี ๆ ที่คุณบอกว่าจะเกิดขึ้นคืออะไรละคะ ?" ฮันนาห์ถาม

ผมลุกขึ้นยืน วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะ จ้องมองเธอไม่ละสายตา
"ผมมีบางอย่างให้คุณจดจำคืนนี้ได้แม่น" ผมว่าพลางหยิบกล่องเล็ก ๆ สีแดงออกจากกระเป๋ากางเกง  ผมคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ
"ฮันนาห์..... ผมรักคุณ รักมากกว่าใครทุกคนที่เคยรู้จักมาในชีวิต แต่งงานกับผมนะ"
ฮันนาห์มองหน้าผม  สังเกตุได้เลยว่าเธอซาบซึ้ง นัยน์ตามีน้ำใส ๆ เอ่อขึ้น
"โอ้ แมธธิวค่ะ....  ฉันก็รักคุณ รักมานานแล้วรู้มั้ย !!" เธอตอบด้วยเสียงสะอื้น พลางพูดต่อ
"ฉันหวังได้ยินคุณพูดคำนี้ตั้งนานแล้ว ทำไมเพิ่งพูดเอาป่านนี้ละคะ"
"คุณยังไม่ได้ตอบคำถามผม.... ฮันนาห์" วินาทีนั้นผมตระหนักทันที ความหวังที่เธอเฝ้ารอ คือต้องการมีชีวิตคู่ร่วมกับผม...
"ตกลงค่ะ ฉันรักคุณ...... รู้มั้ย สิ่งที่ทำให้ฉันตัดสินใจอยากอยู่กับคุณชั่วนิรันดร์....  รอยยิ้มคุณไง" ฮันนาห์พูดพร้อมยิ้มสะอึกสะอื้น


ฮันนาห์เปิดกล่องเล็ก ๆ ที่ผมยื่นให้ ในนั้นมีแหวนซัพไฟท์สีน้ำเงิน ผมค่อย ๆ หยิบและสวมมันไว้ที่นิ้วนางซ้ายของเธอ
"หลวมนิดหน่อยนะคะ" ฮันนาห์กล่าว" นี่ ไซส์ 58 แน่ ๆ ฉันใส่ไซส์ 56" เธอยิ้มอย่างเขินอาย
"แย่จริง เดี๋ยวตอนเช้าเราไปปรับขนาดที่ร้านจิวเวลรี่ โอเคมั้ย" ผมหยุดนิดนึงและเอ่ย
"ฮันนาห์ ผมจะเรียนรู้ที่จะรู้จักคุณให้มากกว่านี้ และจะเรียนรู้ที่จะรักคุณให้มากกว่านี้ด้วย"


จากนั้นผมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบแหวนให้เธอดูอีกวง "นี่ เป็นแหวนคู่นะ"
มันเป็นแหวนซัฟไฟท์เหมือนกัน ขนาดใหญ่กว่า สำหรับใส่นิ้วมือผู้ชาย
"งั้นเราแลกแหวนกันนะคะ คุณนำแหวนฉันไปซ่อม ส่วนฉันจะเก็บแหวนคุณไว้ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เราจะสวมมันพร้อมกันที่นี่อีกครั้ง "เธอกล่าว
"เป็นความคิดที่ไม่เลวนี่" ผมว่า
"ค่ะ เมื่อถึงเวลานั้นเราจะมาดูดวงทิตย์ขึ้นที่ชายหาดนี้ ฉันชอบแสงสีกุหลาบยามเช้าของพระอาทิตย์  จากนั้นเราก็ว่ายน้ำทะเล ตกเย็นปิ้งบาบีคิวพร้อมดื่มไวน์แดง  พอกลางคืน เราทั้งคู่จะนอนโอบกอดกันมองดูท้องฟ้ายามราตรีบนเรือยอรชน์"
"ฮันนาห์....."
"ค่ะ ?"
"คุณนี่โรแมนติดมากกว่าที่ผมคิดอีกนะ" ผมยิ้มให้เธอ และพูดต่อ
"จดจำช่วงเวลาวันนี้ไว้นะ เพราะวันนึงมันจะจากไป และเราจะต้องการมันกลับมา"
"ค่ะ"  ฮันนาห์ยิ้มรับ พยักหน้าเชิงเห็นด้วย



หลังจากนั้นเราทั้งคู่นอนคุยกัน มองท้องฟ้ายามค่ำคืนจนเผลอหลับไป รู้ตัวอีกที เมื่อฝนตกลงบนแก้มผม เรือถูกน้ำพัดออกมานอกชายฝั่ง ผมมั่นใจว่าผูกเรือแล้ว แต่เชือกมันคงลื่นหลุดจากไอ้ที่ใช้เกี่ยวเรือ มีพายุเกิดขึ้น ฝนเริ่มตกอย่างหนัก คลื่นลมรุนแรงมาก......   ผมมองหาฮันนาห์
"คุณอยู่ใหนนะ ฮันนาห์" ผมตะโกนถามออกไป
"ฉันอยู่ที่นี่ค่ะ" เธอตะโกนตอบกลับ ผมเดินเข้าไปในห้องคนขับ เธอกำลังหมุนวิทยุติดต่อคน
"ฉันใช้วิทยุติดต่อยามชายฝั่ง พยายามแจ้งที่อยู่ของเรานะคะ แต่ไม่มีสัญญาณอะไรเลย" ฮันนาห์พูดอย่างร้อนใจ
"บ้าน่า !!...." ผมว่า "นี่มันเกิดอะไรขึ้น !! ไหนกรมอุตุบอกว่า คืนนี้อากาศดีไง"
"คุณไม่ได้ถอดสมอเรือทิ้งไว้เหรอคะ ?" ฮันนาห์ถามอย่างแปลกใจ
"ปกติผมก็ทำนั่นแหละ แต่มันชอบไปติดโขนหินใต้ทะเล จนดึงไม่ขึ้นบ่อย ๆ คืนนี้ก็เลยผูกเชือกเอาไว้"
 ผมพูดอย่างสำนึกผิด ชั่วขณะนั้นเรือเอียง โยกอย่างบ้าครั่ง ฮันนาห์ก้มลงไปเปิดตู้เล็ก ๆ ในชั้นเก็บของอย่างรีบร้อน มีเสื้อชูชีพสีส้มพับเรียบร้อย 4 ตัว เราทั้งคู่รีบสวม !! ....การโยกโยนของตัวเรือ ทำให้ผมรู้สึกปั่นป่วน.... ผมถามขณะใส่ชุด

"คุณว่ายน้ำเป็นมั้ยฮันนาห์ ?"
"เป็นค่ะ แต่ฉันไม่เคยว่าย...ขณะที่คลื่นลมบ้าครั่งอย่างนี้" เธอกล่าวด้วยเสียงร้อนรน
"ผมก็เหมือนกัน" ผมว่า ทันใดนั้น น้ำทะลักผ่านกระจกที่เริ่มปริแตกเข้ามา พื้นห้องเริ่มมีน้ำเอ่อล้นเรื่อย ๆ ผมจูงมือฮันนาห์วิ่งออกจากห้องคนขับ "เราต้องสละเรือ !!!" ผมบอก
เรือเริ่มเอียงวูบ ผมจับหัวไหล่ฮันนาห์ประคองตัวไว้ ไม่ให้หล่น....
"แมทธิว.... ฉันกลัวคะ"
"ไม่ต้องกลัวนะ" ผมปลอบเธอ จ้องมองลึกลงไปยังดวงตาสีฟ้าครามราวกับน้ำทะเล "ชีวิตที่กลัว ก็เหมือนใช้ชีวิตเพียงครึ่งเดียว !!"
ผมจับมือเธอ สังเกตุเห็นว่าเธอบีบนิ้วมือผมแน่น เราวิ่งไปที่ส่วนท้ายเรือยอชน์ ขณะที่กำลังจะโดดลงจากเรือ ทันใดนั้นฮันนาห์ร้องขึ้นมาว่า "แหวนคะ แหวนหายไป !!......." เราทั้งคู่กวาดสายตามองไปยังรอบ ๆ บริเวณเรือ

"มันคงจะหล่นตอนที่ฉันหยิบเสื้อชูชีพให้คุณแน่เลย ฉันต้องกลับไปเอา"
"อย่านะ ฮันนาห์ !!" ผมว่า "ผมจะไปเอาให้เอง"
"ไม่ดีกว่า ฉันต้องไป มันเป็นแหวนที่อยู่ในความรับผิดชอบของฉันนะคะ"
"แต่.....!! " ฮันนาห์ไม่ฟังผม เธอสะบัดข้อมือ จนนิ้วเลื่อนหลุดจากมือที่ผมกำไว้ ผมพยายามจะคว้า  แต่เธอรีบจ้ำอ้าววิ่งกลับไป
"คุณต้องรีบออกมานะ สัญญานะ !!! ว่าคุณจะต้องรีบออกมา โอเคมั้ย !!!!" ผมตะโกนบอกเธอ
"ค่ะ ฉันจะรีบออกมา สัญญาค่ะ !!" เธอวิ่งเข้าไปในห้องคนขับ



พายุเริ่มรุนแรงขึ้น มีเสียงฟ้าผ่าดังกึกก้อง สายฝนสาดกระหน่ำลงมาไม่หยุดยั้ง ทันใดนั้นคลื่นลูกโตซัดเข้าใส่ตัวผม จนกระเด็นลงจากเรือ ผมตกลงไปในทะเล สำลักน้ำเข้าไป ขณะที่ตะเกียกตะกายโผล่พ้นผิวน้ำสุดชีวิต !!

ผมมองเห็นเรือกำลังจม มันจมเร็วมาก !!! ผมพยายามเพ่งสายตาฝ่าสายฝน โดยใช้เพียงแสงจันทร์ที่ทอดส่องพื้นทะเล ผมเห็นฮันนาห์พยายามพังประตูจากในห้องคนขับ แต่ทำไม่ได้ !! น้ำทะเลด้านนอกไหลทะลักเข้ามารุนแรง สาดกระแทกร่างเธอผลักห่างจากประตู ส่วนเสื้อชูชีพก็ดันตัวเธอให้ลอยขึ้น ๆ  ในขณะที่เรือกำลังจมลงเรื่อย ๆ เธอก็ลอยสวนทางกับแรงโน้มถ่วง !!! ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อิสระ !!
เธอโดนแรงดำน้ำพุ่งปะทะร่างกาย ไม่มีโอกาสแหวกว่ายฝ่ากระแสน้ำเลย.....น้ำได้พัดเธอลอยไปติดกำแพงท้ายห้อง !!!

สมองผมรู้ดีว่า เรือกำลังจมสู่ก้นทะเลอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แล้ว ผมพยายามว่ายไปให้ใกล้เรืออย่างเร็วที่สุด  คลื่นลูกใหญ่ก็ม้วนตัวสูง ตีผมจมลงใปใต้น้ำอีก ครั้นพอโผล่พ้นน้ำ ผมก็ตะโกนเต็มเสียง "ฮันนาห์ !!! คุณปลอดภัยไหม ฮันนาห์ !!! คุณอยู่ที่ใหน !!!!!!!!"
ท้องฟ้าไม่ได้เป็นใจเลย ฝนเทกระหน่ำลงมาราวกับจะท่วมโลก ในท่ามกลางแสงดาวและเดือนนั่น  ผมเห็นเรือได้ไม่ชัดมาก วินาทีนั้นสิ่งเดียวที่เห็นได้ชัดเจน มีเพียงคลื่นลูกใหญ่สูงราวกับตึก !! มันอยู่เหนือหัวผมอย่างฉับพลัน เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก จิตสำนึกผมได้แต่ตกตะลึง คลื่นได้ม้วนตัวเข้าใส่เรืออย่างไร้เมตตา !!!!!!!!..... สิ่งสุดท้ายที่ผมเห็น คือเรือพลิกคว่ำ......



คลื่นลมสงบลงมาก ผมรอดตาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเวลาผ่านไปมากน้อยแค่ใหน ผมเคยสงสัย.... ระหว่างกลางวันกับกลางคืน อะไรยาวนานกว่ากัน.... แต่นี่เป็นราตรีแรกที่รู้สึกว่า กลางคืนช่างยาวนาน....
คืนนี้ควรจะเป็นค่ำคืนที่โรแมนติค แต่ผมกลับต้องเผชิญความเจ็บปวดที่ช่างไม่โรแมนติคเอาเสียเลย..... ความสุข  ความเศร้า ความรัก  ความฝัน ความสะพรึงกลัว !!!! ประดังเข้าในคืนนี้  มันทำร้ายกันเกินไป !!!

ผมมองออกไปกลางมหาสมุทร เวิ้งว้าง มีแต่เกลียวคลื่น สุดลูกหูลูกตา ผมไม่รู้ว่าจะว่ายไปทางใหน ความท้อแท้เกิดขึ้นในหัวใจ เริ่มหมดหนทาง..... "นี่จะต้องตายอยู่กลางทะเลเหรอเนี่ย" ผมพูด
สมองตื้อไปหมด ผมรู้ดี เรือจมลงสู่ก้นทะเล และเมื่อคิดไปถึงฮันนาห์..... รู้สึกทรมานหัวใจ
"ถ้าหาก.....กำมือเธอให้แน่นกว่านี้ก็คงจะ... !!!" ผมโกรธเคืองตัวเอง
"มือขวาข้างนี้ไขว่คว้ามาได้ทุกอย่าง !!! แต่ !! ....กลับเอื้อมไปไม่ถึงคนที่สำคัญที่สุด !!!" ผมพูดอย่างเจ็บใจ
ในหัวผมยังจำรอยยิ้มสุดท้ายของเธอได้  แต่วินาทีนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส..... ตลอดชีวิตที่เติบโตขึ้นมา ผมผ่านพบเรื่องร้าวใจมาสารพัน ครั้งนี้ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าจะรับมันอีกไหวมั้ย.....


"ตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือแล้ว.... เหลือแต่ความตายสถาณเดียว !!" ผมบอกตัวเองด้วยเสียงสะอื้น ทันใดนั้นนิ้วมือพลางไปสะดุดกับของสิ่งหนึ่งที่อยู่ในกระเป๋ากางเกง..... ผมค่อย ๆ ล้วงหยิบมันขึ้นมา....
"อ้าว...... ยังเหลือแหวนที่อยู่นี่นะ.....ใช่แล้ว !!" ผมหยุดนิดนึง
"ต้องนำแหวนกลับไป !!!" สายตาผมเหลือบมองไปยังทะเล มันไม่มีที่สื้นสุด...... ผมไม่รู้หรอกฝั่งอยู่ตรงใหน ผมมองไปขึ้นบนฟ้า พยายามหากลุ่มดาวค้างค้าว หรือ กลุ่มดาวหมีใหญ่ เพื่อจะได้ระบุตำแหน่งทิศทาง แต่ให้ตายเถอะ !! เวลานี้กลับมองอะไรไม่ออกเลย !!! แต่ถึงอย่างไร..... ผมก็พยายามว่ายน้ำไป

ผ่านไปแล้ว 1 วัน ไม่มีวีแววว่าใกล้ชายฝั่ง เรือสักลำก็ไม่โผล่มาให้เห็น ความหิวและกระหายน้ำเล่นงานจนรู้สึกท้อแท้ แต่พอกำแหวนที่อยู่ในมือ พละกำลังของผมกลับฟื้นขึ้นอีกครั้ง !
"ไม่ว่าอย่างไร ต้องกลับไป !!! นี่คือสัญญาสุดท้ายที่เหลืออยู่ระหว่างเรา !!!!" ผมพูดพลางกัดฟัน ปากสั่นระรัว
"เพราะจากนี้ไป !! จะไม่มีสัญญาใหม่ ๆ ระหว่างเราเกิดขึ้นอีกแล้ว !!"
วินาทีนั้น เจตจำนงได้เปลี่ยนเป็นแรงผลักดันทุกสรรพสิ่ง.....



คืนวันที่ 2 หลังจากว่ายได้สักพัก ผมหยุดพัก รู้สึกว่ามาได้ไกลพอดู แต่ก็เหมือนไม่ไปใหนเลย ผมพยายามทำใจดีสู้เสือ ทะเลไม่มีคลื่นลมแบบนี้ นับว่ายังโชคดี ผมแหงนหน้ามองไปบนฟากฟ้า ท้องฟ้าคืนนี้ดูเศร้าจริง ๆ ทันใดนั้น มีดวงดาวร่วงตกลงมา......
"สวรรค์ฟังผมที คืนนี้ผมอยากขอพร 3 ข้อ" ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
"ข้อแรก ขอให้ผมรอดไปจากที่นี่ หากผมรอดไปจากที่นี่
ข้อสอง !!  ผมจะตามหาฮันนาห์ ไม่ว่าเธอจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร
และข้อสุดท้าย............."
ผมต้องลุ้นไปกับตัวเองว่าจะเปลี่ยนชะตาชีวิตได้หรือไม่



คืนวันที่ 3 ผมยังลอยคออยู่กลางทะเล  หิวก็หิว คอก็แห้งผาก หนาว... แล้วก็หวาดกลัว  ผมมองขึ้นไปเบื้องบน
"ชาติที่แล้วผมทำความผิดอะไรร้ายแรงนักหนาเหรอ !!" ผมกล่าวโทษสวรรค์
"ทำไมชาตินี้ !! ถึงต้องมาทนทุกข์ทรมานอยู่กลางทะเลแบบนี้ด้วย !!!" ผมพูดด้วยความขุ่นเคือง
จากนั้นผมกำแหวนอย่างแนบแน่นในฝ่ามือ
"ผมจะไม่ยอมตายหรอกนะ.....  จะไม่ยอมให้ตัวเองต้องตายในทะเลที่ทั้งมืดทั้งเย็นหรอก !!!"

พริบตานั้นผมสังเกตุเห็นว่า ใกล้ ๆ เส้นขอบฟ้า..... ไม่มีดาว !! เหมือนมีอะไรมาบดบัง..... เป็นแนวยาวด้วย  "นั่นมัน....... หรือว่า.... ภูเขา ?"  ผมพูดพลางสงสัยระคนตกใจ หัวใจเต้นเป็นเสียงกลอง
"ทางนั้นต้องเป็นแผ่นดินแน่ !!"  ตอนนี้ผมรู้แล้วต้องว่ายไปทางใหน การมองเห็นผืนแผ่นดิน ช่วยให้เกิดแรงจูงใจพร้อมจุดมุ่งหมาย...
ผมไม่รู้หรอกว่าไกลกี่กิโล ผมว่ายไปจนกระทั่งเกือบถึงรุ่งเช้าวันที่ 4  ระหว่างนั้นเรือประมงผ่านมาพบ จึงรอดชีวิตได้อย่างปาฎิหารย์..... ผมคอยอยู่กลางทะเลนาน 3 วันเต็มโดยไม่มี อาหาร น้ำดื่ม หรือกระทั่งร่มบังแดด.....



ผมนอนแซ่วที่โรงพยาบาลครึ่งวัน พอได้สติจากอาการฟื้นตัว ผมขอยืมเรือประมง ขับออกไปในทะเล ตามหาฮันนาห์เป็นเวลา 3 วันกินไม่ได้นอนไม่หลับ....  2 วันจากนั้น เจ้าหน้าที่พยายามกู้ซากเรือ แต่ไม่มีใครหาเรือพบ เรือได้ถูกทะเลกลืนหายไป ไม่มีใครพบศพฮันนาห์......

สองสัปดาห์หลังจากผ่านพ้นความตาย ผมลืมเธอไม่ลง ยังคิดถึงเธอ เฝ้าแต่เพ้อว่าตอนนี้เธออยู่ที่ใหน เป็นอะไรมากหรือเปล่า จิตใจผมไม่สงบลงเลย ตั้งแต่ละครชีวิตฉากนั้น....
ผมอยากตื่นขึ้นมาอีกทีเป็นคืนในวันแต่งงานของเรา แต่รู้ดีว่า ไม่มีทางเกิดขึ้น.....

ฮันนาห์สอนผมหลายอย่าง เธอเคยบอกว่า ความรักจะลึกล้ำเมื่อเราพรากจาก มันเป็นความจริงอย่างที่สุด ผมสำนึกในเวลานี้เอง.... เมื่อไหร่ก็ตามที่คนเรารักหายไปจากชีวิต..... เราจะเริ่มคิดถึงคน ๆ นั้น.......
ผมแวะไปที่มูลนิธิที่ก่อตั้ง เจ้าชาคัสกับลูกของมัน เข้ามาคลอเคลียขาผม ผมรู้ว่าพวกมันคิดถึงฮันนาห์มากพอ ๆ กับผม  ขณะนั้นเวลาเย็นมากแล้ว มีเมฆสีม่วงจาง ๆ พระอาทิตย์กำลังตกดิน  ผมหยิบพลอยโอปอลที่ช่วยชีวิตผมวงนั้นออกมาดู ตอนนี้ซ่อมเรียบร้อยแล้ว  ไซด์ของแหวนพอดีกับนิ้วนางซ้ายของฮันนาห์ สีของพลอย ชั่วชณะนั้นเอง พลอยโอปอลเปล่งแสงเหลือบสีเขียว สีกุหลาบและสีส้ม สว่างเจิดจร้ายิ่งกว่าสายรุ้ง ยามต้องแสงอาทิตย์ตกดินที่รวยริน 

"โลกใบนี้ยังมีสิ่งสวยงามอีกมากเหลือเกิน เสียดายที่คุณไม่มีโอกาสได้เห็น....." ผมว่า พลางเฝ้ามองแหวนโอปอล์วงนั้น

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น