วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

DS 1 | กระเป๋าสตางค์ของเจมมี่


DS 1 | กระเป๋าสตางค์ของเจมมี่

เหลืออีกสองอาทิตย์เข้าสู่ปีใหม่ อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อย ๆ บางวันก็มีหิมะตก คืนวันศุกร์นี้ยุ่งมากทีเดียว ฉันเข้าเวรกะดึกแผนกผู้ป่วยนอก ต้องทำงานถึงเช้า....  ฉันเดินผ่านแผนกฉุกเฉินและอุบัติเหตุ ก้าวเท้ายาว ๆ หนีความอึกทึก ตั้งใจออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกเงียบเฉียบสักระยะ

จมูกฉันแสบอีกแล้ว ไม่ว่าอย่างไร... ก็ยังไม่ชินกลิ่นยาฆ่าเชื้อโรงพยาบาลเสียที.....

ฉันเดินถึงห้องโถง พยาบาล ผู้ช่วยวิ่งวุ่นกันยุ่ง ค่ำนี้ก็เหมือนเมื่อวาน และคงเหมือนพรุ่งนี้ โรงพยาบาล UCLA มักมีผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ามารอบดึกเสมอ... ระหว่างนั้น พยาบาล 2-3 คน เข็นผู้ป่วยสวนทางเดินผ่านฉันไป วินาทีนั้นฉันเหลือบมองไปที่รถเข็นนอน... เสื้อผู้ป่วยรายนั้นชุ่มโชกไปด้วยเลือด

ฉันไม่ทันเห็นหน้าค่าตา เพราะทุกคนเคลื่อนไหวชลมุนวุ่นวาย ขณะที่พยาบาลเข็นรถเข้าห้องฉุกเฉินในชั่วโมงเร่งด่วน กระเป๋าสตางค์คนเจ็บรายนั้น ได้หล่นดัง ตุ๊บ....  กระทบรองเท้าฉัน มันเป็นกระเป๋าแบรนด์ลาคอส หนังแท้สีน้ำตาลอ่อน ทรงยาว มีซิป และมีเงิน 3 ดอลลาร์กระเด็นออกมา... ฉันก้มลงหยิบขึ้น รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย เพราะมันเหมือนกระเป๋าที่ฉันซื้อให้น้องชาย.... ฉันจำรูปทรงได้เพราะเลือกเอง  นิ้วมือฉันค่อย ๆ คลี่เปิดออกช้า ๆ  สายตาเลื่อนไปตรงบัตรประจำตัว ฉันเห็นรูปของ เจมมี่.......






เจมมี่เป็นน้องชายฉัน เขาอายุ 17 ผมสีน้ำตาล นัยน์ตาสีดำ ใบหน้าฉายแววกล้าแกร่ง แต่ดูอ่อนโยน ปีหน้าเขาจะเข้ามหาลัย ส่วนฉันแก่กว่าเขา 8 ปี...... แม่มีฉันตั้งแต่อายุ 18 ทำให้ไม่ได้เรียนต่อ..... ตั้งแต่พ่อทิ้งไปเมื่อ 11 ปีก่อน เราเหลือกันสามคน มี ฉัน แม่ และเจมมี่....

ตลอดเวลาที่เติบโตขึ้นมา ฉันเห็นแม่ทำงานหนักเพื่อเราทั้งคู่ ฉันจึงตั้งใจเรียน จนได้รับทุนไปต่อมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จากนั้นจบเอกพยาบาลนานาชาติ เป็นที 1 ของรุ่น และได้เข้าทำงานในโรงพยาบาลดีที่สุดของประเทศ
เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตฉัน หมดไปกับงาน.... ฉันเป็นพยาบาลมาครบ 6 เดือนแล้ว โรงพยาบาล UCLA แห่งนี้กว้างใหญ่ มีร้านรวงต่าง ๆ เช่น ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ร้านอาหาร  ฉันไม่เบื่อเลยเพราะรักงานที่ทำ รักการบริการ  ฉันชอบช่วยเหลือคนและสัตว์ที่เจ็บป่วย....

ฉันค่อย ๆ ปิดกระเป๋าสตางค์ลงในมือขวา.... ความทรงจำได้ถอยกลับไปเมื่อ 3 เดือนก่อน.... คืนนั้นกระเป๋าก็อยู่ในมือข้างนี้ แต่ห่อด้วยกระดาษของขวัญ...  ราตรีนั้นเป็นวันเกิดครอบรอบ 17 ปีของเขา เมื่อเจมมี่ถึงหน้าบ้าน 21:35 น. เขาเพิ่งกลับจากฉลองกับเพื่อน ๆ ในวง  ฉันกับแม่ตั้งใจเซอร์ไพรส์เขาในห้องนั่งเล่น


เมื่อเจมมี่เปิดประตูเข้ามา เขาวางกีตาร์ลง เอื้อมมือเปิดไฟห้องนั่งเล่น ทันทีที่ไฟสว่าง ฉันกับแม่ก็ยิงพลุกระดาษใส่ !!
"สุขสันต์วันเกิดเจมมี่ !!!" ฉันและแม่เอ่ยพร้อมกันอย่างร่าเริง
เจมมี่สะดุ้งตกใจ เขามองไปรอบ ๆ ...ห้องเต็มไปด้วย ธงประดับ สายรุ้ง และป้ายแบนเนอร์ปาร์ตี้วันเกิด ห้อยระโยงระยา
"ผมนึกว่าแม่กับพี่ ต้องทำงานคืนนี้ซะอีก" เขาพูด
"ตารางงานพี่เปลี่ยน ทำรอบเช้าตั้งแต่สุดสัปดาห์นี้" ฉันว่า
"แล้วแม่ล่ะฮะ ?" เขาหันไปมองแม่
"แม่ก็ลางานนะสิจ๊ะ วันเกิดลูกทั้งที คนเป็นแม่พลาดไม่ได้หรอก"
"เอ้านี้"  ฉันยื่นห่อกระดาษถุง ลายมิกกี้เมาส์ให้เขา
ส่วนแม่เดินเข้าไปในห้องครัว เตรียมยกเค้กออกมา........
"ลองแกะดูสิ" ฉันว่า เจมมีรีบแกะห่อของขวัญออกอย่างรวดเร็ว
"โอ้โห !! นี่มัน...กระเป๋าสตางค์แบรนด์ลาคอสนี่นา !!" เขาก้มมองกระเป๋า  นัยน์ตาเป็นประกาย
"พี่รู้ว่าเธอชอบ แบรนด์นี้"
"แต่มันแพงไม่ใช่เหรอฮะ... ผมรู้ว่าพี่ชอบเก็บเงินจะตาย พี่น่ะไม่ชอบใช้จ่ายซื้อของฟุ่มเฟือยแบบนี้"
"ช่างมันเถอะ ถือเป็นของขวัญไง เอ้าไปกินเค้กกัน "

เราเดินไปนั่งโซฟากลางห้องนั่งเล่น บนโต๊ะมีเค้กก้อนใหญ่วางอยู่ ตัวเค้กเป็นขนมปังนุ่มช๊อคโกแลตคลาสสิค มีความเหนียวข้นของมูสกราเซ่ ข้างในประกอบด้วย คราเมลช็องตีนุ่มฟู ข้างบนเคลือบน้ำหวานองุ่น มีสตรอเบอรี่ 8 ลูก แต่ละลูกนำความอิ่มเอมมาให้ทั้งที่ลิ้นและที่ใจ เรียกได้ว่าเค้กนี้ เป็นของหวานที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ และรสสัมผัสที่แตกต่าง

ฉัน แม่ และเจมมี่ สนุกสนานอย่างรื่นเริง มีเป่าเทียน ถ่ายรูป ร้องเพลง เราพูดคุย หัวเราะเบิกบาน แม้กระทั่งเรื่องตลกฝืด พวกเรายังพลอยหัวเราะไปด้วยกัน....

งานเลี้ยงเลิก เมื่อเวลา 23:10 น. เจมมี่ขึ้นห้องนอน ฉันเดินเข้าไปช่วยแม่ล้างจานในห้องครัว
"เค้กที่แม่ทำ หวานอร่อยมากเลยนะคะ" ฉันว่า
แม่ยิ้มที่มุมปาก... สีหน้าปิติยินดี
"ก็ลูกเล่นใส่น้ำตาลลงไปตั้งเยอะนะ ดอวน์นี่"  แม่พูดบ้าง
"แหม.... ก็เจมมี่ เขาชอบกินของหวาน ๆ นี่ค่ะ " ฉันท้วง
เราทั้งคู่หัวเราะเบา ๆ

"น้องดีใจน่าดู กับกระเป๋าสตางค์ใบนั้น แม่ไม่ได้เห็นน้องยิ้มร่าเริงแบบนั้น ตั้งนานแล้ว" แม่พูดขึ้น
"แค่ของเล็กน้อยค่ะแม่" ฉันว่า
"งานเป็นยังไงมั่งดอว์นนี่" แม่ถาม
"ก็เรื่อย ๆ ค่ะ"
"แล้วหนุ่ม ๆ ที่นั่นเป็นยังไงบ้าง ?" แม่ถามอีก
"ก็นิสัยดีค่ะ ทำไมเหรอ ?" ฉันแปลกใจ ลังเลที่จะตอบแม่...
"ใช่... แต่อาจมีคนนึง ที่ดีกว่าคนอื่นอยู่สักหน่อยนึง....... ใช่มั้ย ?" แม่กระเซ้ากระซี้
"โธ่..... แม่ค่ะ นี่เรื่องส่วนตัวนะ" ฉันต่อว่า... เรายิ้มให้กัน เป็นยิ้มที่แสดงถึงความเข้าอกเข้าใจของผู้หญิงสองคน ที่ปราถนาจะช่วยเหลือกันและกันเสมือนเพื่อน
"เรื่องระหว่างลูกกับแม่ ไม่ควรมีส่วนตัวนะ" แม่พูด หยุดนิดนึง "ดอวน์ ลูกบอกแม่ได้ทุกเรื่องนะ"
"ค่ะแม่" ฉันพยักหน้ารับ
"พรุ่งนี้ลูกมีงานเช้านี่  รีบไปนอนเถอะไป๊ ที่เหลือแม่จะล้างชามเอง"

ฉันขึ้นบันได ห้องของฉันอยู่ถัดจากเจมมี่ด้านซ้ายมือ  มีแสงไฟลอดใต้ประตูห้องเขา ครั้งแรกฉันคิดว่า เจมมี่คงหลับและลืมปิดไฟ แต่เมื่อฉันก้าวเดินผ่าน เขาได้ยินเสียงฝีเท้าฉัน เปิดประตูห้องออกมา เขายิ้มให้ฉันด้วยมุมปาก รอยยิ้มเป็นพิมพ์เดียวกับแม่เลย.....
"พี่ฮะ ขอบคุณนะครับสำหรับของขวัญ ผมจะใช้มันอย่างดี......"
ฉันยิ้มตอบ..... "กู๊ดไนท์เจมมี่"
"กู๊ดไนท์ฮะพี่......"







ห้องฉุกเฉิน มีกลิ่นแอลกอฮอล์ ยาฆ่าเชื้อ น้ำยาล้างแผล ฉุนมาก  ฉันเปิดประตูเข้าไป.....
"หมอ..... นั่นน้องชายฉันค่ะ !!!" ฉันพูดอย่างตื่นตระหนก แพทย์ ผู้ช่วยพยาบาล 3-4 คนหันมามองหน้าฉัน......
"อย่าหยุดมือ !!" คุณหมอวิคเตอร์ออกคำสั่ง พลางก้าวเดินมาหาฉัน เขาอายุ 56 ผมสีเทาเริ่มมีหงอก รูปร่างอ้วน เขาเป็นหมอศัลยแพทย์ที่เก่ง ทุกคนในโรงพยาบาลต่างให้ความเคารพมาก  เขาพูดขึ้นช้า ๆ "นั่นน้องชายเธอเหรอ...."
"ค่ะ !  เจมมี่อาการเป็นยังไงบ้างค่ะ ?"
"สาหัสทีเดียว เขาถูกรถชน..... กระดูกขา และเท้าสองข้างหัก  สะโพกกับไหล่เคลื่อน มีแผลที่ผนังช่องอก การกระแทกรุนแรงมาก ทำให้กระดูกซีโครงหัก 4 แห่ง หมอสันนิษฐานว่า ไตและม้ามแตกด้วย.... ตอนนี้ทีมแพทย์ที่เก่งที่สุดช่วยกันผ่าตัดอย่างสุดความสามารถ..."

ฉันหน้าถอดสีขึ้นทันที พลางร้องถาม
"เจมมี่จะไม่ตายใช่มั้ยค่ะ !!.... หมอช่วยเขาได้ใช่มั้ย !?" ฉันพูดอย่างกระวนกระวาย
"เรื่องนั้น...." หมอหยุดนิดนึง "ความเป็นไปได้ในการรอดชีวิตยังไม่แน่นอน  หมอไม่สามารถให้คำตอบในเวลานี้" หมอวิคเตอร์ไม่สบตาฉัน.... เขาหันหน้าไปทางเจมมี่
"หมอรับปากกับหนูสิค่ะ !!! ...... ได้โปรดเถอะค่ะ !! บอกสิค่ะ ! หนูอยากได้ยิน !!!....." ฉันอ้อนวอน
"ดอวน์นี่....." คุณหมอพูดอย่างเห็นใจ
ขณะนั้น ทีมแพทย์พูดขึ้น "หมอครับ ชีพจรเต้นช้าลง !!......"
ฉันตะโกนสุดเสียงออกไปทันที "เจมมี่ !!! เธออย่าเพิ่งไปนะ !!! อดทนไว้ก่อน !!...... จะตายไม่ได้นะ !!! อย่ายอมแพ้นะเจมมี่ !!!!"
คุณหมอจับหัวไหล่ฉัน "ดอว์นนี่ ออกไปรอข้างนอกก่อนเถอะนะ ปล่อยให้หมอทำหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จก่อน"

การผ่าตัดกินเวลายาวนาน.... ฉันจ้องมองนาฬิกาข้อมือ มันบอกเวลา 23:30 น.  ฉันนั่งรออยู่ในห้องโถงของแผนกฉุกเฉิน ที่นี่มีหนังสือ และโทรทัศน์ก็กำลังฉายข่าว เกี่ยวกับรถชนแล้วหนีในคืนนี้  ทีวีได้ฉายภาพจากกล้องวงจรปิด ฉันได้เห็นภาพวินาทีเฉือดเฉือนหัวใจ.... รถเก๋งสีแดงคันนั้น ได้ขับแซงรถแวนคันเล็กซึ่งแล่นช้า ทำให้ขับกินทางสวนเลนออกไปมาก วินาทีนั้นรถบรรทุกก็วิ่งสวนมา รถเก๋งได้หักหลบอย่างรวดเร็ว วิ่งพุ่งไปบนทางเท้า ชนปะทะร่างของเจมมี่ กระเด็นไปที่ถนน !! หลังจากนั้นคนขับไม่แม้แต่จะลงมาดู  กลับพยายามถอยรถหนี จนทับเจมมี่อีกครั้ง !!! ใจฉันสั่นระรัว เมื่อมองภาพที่ปรากฏต่อสายตา.......

ข่าวบอกว่าคนขับรถยนต์คันนั้นเป็นเด็กหนุ่มอายุ 15 เมา แอบขโมยกุญแจรถพ่อตัวเองมา ฉันไม่ได้สนใจฟังข่าวต่อจากนั้นเลย....  รู้สึกโกรธแค้นคนขับเหลือเกิน....
ฉันภาวนาให้เจมมี่ปลอดภัย ฉันนึกไปถึงพระเจ้า บาทหลวงเคยบอกว่า ท่านอยู่กับเราเสมอ..... ถ้าพระเจ้าอยู่ในทุก ๆ ที่ ฉันก็เชื่อว่าพระองค์อยู่ในห้องนี้กับฉัน "ได้โปรดเถอะคะ ช่วยเจมมี่ด้วย อย่าให้เขาตายเลยนะคะ"
สิ่งเดียวในโลกที่ฉันทำได้เวลานี้ คือสวดวิงวอน

หัวหน้าพยาบาลเดินมาหาฉัน เธอมีผมสีน้ำผึ้ง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน เธอมีตาที่สวย แต่ชอบใส่แว่นกรอบสีขาวบดบัง เธอเคยเห็นเจมมี่มาหาฉันที่โรงพยาบาลบ่อยครั้ง

"ฉันเพิ่งคุยกับหมอวิคเตอร์" หัวหน้าพยาบาลพูดขึ้น "เสียใจด้วยนะ เรื่องน้องชาย...." เธอพูดอย่างจริงใจ ปลอบด้วยน้ำเสียงลึกซึ้ง อ่อนโยน แบบที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน
ฉันนั่งไหล่คู้ด้วยความทุกข์ทรมาน นัยน์ตาเหมื่อมองไปข้างหน้าอย่างไรจุดหมาย "ค่ะ" ฉันตอบโดยไม่มองหน้าเธอ
"หน้าสีซีดเชียวนะ ดอว์นนี่"
ฉันเงยหน้าขึ้นจ้องมองแววตาเธอ ใบหน้าฉันเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น "แสงไฟนะคะ มันไม่เคยทำให้ใบหน้าใครดูมีเลือดฝาด" ฉันพูด
"คืนนี้ไม่ต้องทำงานหรอก ฉันให้เธอหยุดวันนี้ " 
"แต่ว่า....."
"ไม่มีประโยชน์หรอก ที่จะต้องทำงานในขณะที่จิตใจกำลังแย่ ไปพักเถอะ ไปดูอาการน้อง ที่เหลือเดี๋ยวฉันจัดการให้" หัวหน้าพยาบาลพูดอย่างเห็นอกเห็นใจ
ฉันพยักหน้ารับ "ขอบคุณค่ะ......."

"โธ่... ดอว์นนี่..... อย่าขอบคุณฉันเลย..... ฉันมั่นใจว่าถ้าบทบาทเราสลับกัน เธอก็ต้องทำแบบนี้เหมือนกัน.... ฉันอยากทำประโยชน์อะไรให้เธอเพิ่มอีกเหลือเกิน....
"จริงสิ ! อยากจะจิบอะไรสักหน่อยมั้ย ?" หัวหน้าพยาบาลถาม น้ำเสียงเธอห่วงใยฉันจริง ๆ
"ไม่ค่ะ........ ฉันดื่มอะไรไม่ลง" ฉันตอบด้วยเสียงที่ไร้ความรู้สึก
"ฉันทิ้งเธอไว้คนเดียวได้นะ" หัวหน้าพยาบาลถามอีก เธอจ้องฉันลอดแว่นตาอย่างอ่อนโยน
"ได้ค่ะ  ขอบคุณ......." ฉันพูดเสียงพร่า ก้มหน้าลง
จากนั้น เธอเดินผละออกห้องโถงไป.....


ตี 1:35 น. ฉันเดินเข้าไปแผนกฉุกเฉินและอุบัติเหตุอีกครั้ง ตั้งใจว่าจะไปถามอาการเจมมี่ ขณะนั้น คุณหมอวิคเตอร์เปิดประตูห้องฉุกเฉินออกมาพอดี หมอมองหน้าฉัน ดวงตาเราสบกัน แล้วเขา.... ก็ส่ายหน้า ช้า ๆ อย่างเศร้าโศก สลดใจ..... เสี้ยววินาทีนั้น อะไรบางอย่างในสายตาหมอ บอกผ่านตรงมาที่ใจฉันสะท้อนดังกึกก้องเป็นคำอยู่ในอก

เจมมี่ไปแล้ว..... จากเราไปแล้ว......

หัวใจฉันร่วงหล่นลงทันที เข่าอ่อนหมดเรียวแรงลงทันใด..... ร่างกายฉันทรุดลง ปฏิเสธ....ที่จะตอบสนองต่อทุกสิ่ง

"ดอวน์นี่ เธอ....โอเคมั้ย !" คุณหมอวิคเตอร์ถามอย่างตระหนกตกใจ
"ไม่ค่ะ !! ไม่โอเค !!! นี่มันห่างไกลจากคำว่าโอเคไปมากโขเลย !!!!" ฉันตอบเสียงสั่นระรัว...
หมอวิคเตอร์เข้ามาพยุงฉันให้ลุกขึ้น  ฉันมองเข้าไปในห้องภายใน สายตาจ้องจับผ่านกระจกเหมือนทะลุประตู ชีวิตของเจมมี่ได้ยุติลงในห้องเล็ก ๆ นี่ เครื่องไม้เครื่องมือในการช่วยชีวิตได้ถูกปลดออกหมดแล้ว มีผ้าขาวคลุมเอาไว้.....

ฉันเปิดประตูห้องฉุกเฉิน มือไม้สั่นขณะกำลูกบิด....  ฉันเดินตรงไปข้างเตียงเขา.... โลกแตกดับลงไปตรงนี้ในชีวิตของเจมมี่ และก็ในความรู้สึกของฉัน..... นื้วมือฉันค่อย ๆ เลื่อนผ้าออก ใบหน้าเขาดูสงบเหลือเกิน เหมือนแค่หลับไป ฉันก้มลงจูบหน้าผากเขา....

มันเป็นสัญญาณ...แห่งการลาจากของเราสองคน.......

วินาทีต่อมาน้ำตาก็ไหลลงมาบนแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ หยดลงที่ใบหน้าของเจมมี่ น้ำตาหยดลงใส่ผ้า ฉันปล่อยให้มันหยดไป....







ตั้งแต่เริ่มทำงาน  ฉันเห็นคนป่วยคนตายมาไม่น้อย เห็นญาติผู้ป่วยบางรายร้องห่มร้องไห้ การสูญเสียคนที่รัก ฉันเคยคิดว่าตัวเองรู้ดี ว่าอาการตายเป็นยังไง รู้ว่าเจ็บปวดแค่ไหน... แต่.... ฉันคาดไม่ถึงเลยว่า จะรุนแรงขนาดนี้ !! ในอกฉันอึดอัดทรมาน รู้สึกคล้ายหายใจไม่ออก "ฉัน.....ต้องการสูดอากาศ" ฉันบอกกับตัวเอง

ภายนอกอาคารโรงพยาบาล อากาศครึ้มเล็กน้อย....  ฉันเดินเข้าไปในสวน นั่งใต้ต้นไม้ ตรงที่มีม้าหินวาง  ที่นี่เงียบมาก แต่ไม่น่ากลัวเลย  แรงลมหนาวพัดเบา ๆ โชยอ่อนมาจากทิศเหนือ ที่พื้นดินมีหิมะปกคลุมขาวโพลนไปหมด ฉันมองเหนือขึ้นไปตรงต้นไม้ที่ขึ้นระหว่างหมู่เมฆ ดาวดวงใหญ่ 3-4 ดวงกระพริบ เหนือกิ่งก้านต้นไม้สีขาว

ฉันหายใจเงียบ ๆ อากาศเย็นเฉียบของโรงพยาบาลซึมเข้ามาในปอด เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ฉันใช้มือขวาปาดคราบน้ำตา มือซ้ายล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกง
"ดอว์นนี่....." ปลายสายพูด
"แม่..... แม่ค่ะ"
"ตำรวจบอกแม่ น้องประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลของลูก"
"หนูรู้แล้วละคะ....."
"น้องเป็นยังไงบ้าง ?" แม่ถาม
"เจมมี่....... เจมมี่โอเคค่ะ" ฉันโกหกแม่ อะไรทำให้ฉันพูดแบบนี้ออกไป ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน  ฉันเพียงแต่ไม่ต้องการพูดเรื่องนี้ผ่านทางโทรศัพท์
ฉันหยุดนิดนึง "ตอนนี้แม่อยู่ไหนคะ....." ฉันข่มความรู้สึกตัวเองไว้ สะกดน้ำเสียงให้ปกติที่สุด
"แม่นั่งอยู่ในรถแท๊กซี่ อีก 5 นาทีกำลังไปถึง ลูกอยู่ตรงใหน ดอวน์ ?"
"หนูอยู่ในสวน.....  ด้านซ้ายมือของโรงพยาบาลค่ะ แม่มาหาหนูเร็ว ๆ หน่อยนะคะ ! หนูจะรอแม่อยู่ที่สวนนี้"  ปลายสายเงียบงันไปชั่วขณะ.... เกิดความเงียบเพียงอึดใจระหว่างฉันกับแม่
"ดอวน์.......ลูกเป็นอะไรหรือเปล่า ?" แม่ถามฉัน ดูเหมือนแม่จะจับน้ำเสียงสั่นไหว จากประโยคหลังได้ ฉันพลาดไปจริง ๆ
"เปล่าค่ะ หนูไม่เป็นอะไร"
"รอแม่อยู่ที่นั่นนะ....." ปลายสายพูด ก่อนจะตัดไป


แม่สวมเสื้อสเว้ตเตอร์หนา ใส่ถุงเท้ายาวถึงเข่า ปล่อยผมกระเซอะกระเซิง แม่จ้องหน้าฉัน  วินาทีที่เราพบกัน ฉันแน่ใจแม่รู้ทันทีว่าเจมมี่เสียชีวิต เพราะใบหน้าฉันแสดงออกชัดเจนถึงความเศร้า ชนิดที่ว่าหากความเศร้าผุดขึ้นเป็นคนได้ รูปร่างหน้าตาคงจะเหมือนฉัน.....  ฉันไม่เคยปิดบังอะไรทางสีหน้า แววตาได้เลย....

"โอ้แม่ค่ะ !!" ฉันร้องขึ้น ลุกจากม้านั่ง วิ่งเข้าไปกอดเธอ "เจมมี่..... เจมมี่ไปแล้ว !! เขาจากพวกเราไปแล้วค่ะแม่ !!...." ฉันพูดสะอึกสะอื้น
แม่ไม่ได้กอดตอบฉัน ยืนแน่นิ่งตัวแข็งทื่อ มือไม้ยังคงสงบ แนบชิดอยู่ข้างลำตัว..... แม่ถามฉันเบา ๆ ที่ข้างหู
"น้อง.... ตายแล้วจริง ๆ นะเหรอ ?"
"ใช่ค่ะ เจมมี่ตายแล้วจริง ๆ"  ฉันพูดเสียงสั่น ร้องไห้สะอึกสะอื้น
คราวนี้แม่กอดฉันแนบแน่น ต่างคนต่างหายใจในบรรยากาศอันโศกเศร้า
แม่แหงนศรีษะขึ้นไปมองท้องฟ้า ที่ใจกลางหมอกและสายลม  มีนกฮูกขนสีเงินตัวนึง ร่อนผ่านเราไป....

ฉันซบหน้าลงกับบ่าแม่ หลับตา เสื้อสเว้ตเตอร์ของแม่ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นขึ้น ผ่อนคลายความทุกข์ลงได้บ้าง ฉันรู้สึกดีใจจริง ๆ ที่แม่อยู่นี่
"อย่าร้องไห้ลูก อย่าร้อง...." แม่กระซิบปลอบอย่างอ่อนโยน..... ลูบผมฉันเบา ๆ
"ช่วยพาแม่ไปหาน้องทีสิ.... แม่อยากเห็นหน้าน้อง..."  แม่พูดช้า ๆ อย่างนุ่มนวล จูบเบา ๆ ที่หัวฉัน
"ได้ค่ะ...แม่..... " ฉันพูดด้วยเสียงอ่อนล้า น้ำเสียงสั่นไหว ไม่แน่ใจว่าเพราะอากาศหนาว หรือ เป็นเพราะหัวใจแตกสลาย แหลกเป็นเสี่ยงไม่มีชิ้นดี......
"พยายามแข็งใจหน่อยนะลูก....." แม่พูดอย่างสงบ ต่างกับฉันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว
ฉันพยายามทำใจให้เข้มแข็ง รวมกำลังที่เหลืออยู่.... จูงมือแม่  เราเดินเคียงกันเข้าไปในโรงพยาบาล.....  ขณะก้าวเดินถึงห้องโถงแผนกฉุกเฉิน คุณหมอวิคเตอร์เดินสวนมาพอดี  ฉันพาแม่ไปหาหมอ แม่กับหมอยืนคุยกัน ฉันไม่ได้ฟังด้วยซ้ำว่าพวกเขาพูดอะไร จากนั้นหมอได้พาแม่เข้าไปหาเจมมี่  ส่วนฉันยืนรออยู่ที่ห้องโถง  ฉันไม่กล้าพอจะเดินต่อจากนั้น.....







ตี 2:45 น.  ฉันกับแม่ออกมานอกอาคารอีกครั้ง แม้อากาศกลางคืนจะหนาวนิด ๆ แต่มันช่วยให้ฉันรู้สึกหายใจดีขึ้น เราเดินเข้าไปในสวน ฉันนั่งลงบนม้าหินตัวเดิม ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนปลายเท้า  ส่วนแม่นั่งเคียงข้าง.... ฉันแอบชำเลืองมองแม่.... แสงจันทร์ส่องต้องนัยย์ตาแม่เป็นสีฟ้าอ่อน ทว่าเลื่อนลอย มองไม่เห็นภาพเหมือนกระจกตัดแสง  แม่คงไม่ได้เตรียมใจมาก่อน ว่าต้องเจอเหตุการณ์เช่นนี้

ฉันทำลายความเงียบ และพูดด้วยเสียงสะอื้น
"ในโทรทัศน์เขาบอกว่า คนที่ชนเจมมี่เป็นเด็กวัยรุ่น เมาแล้วขับ แถมชนแล้วหนีด้วย..... ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องมาเกิดกับเจมมี่ด้วยละคะ ? "ฉันเอ่ยปากถามแม่ และพูดต่อ...

 "เจมมี่อายุแค่ 17 มีความฝันอยากเป็นนักขับรถ นักสกี นักแต่งเพลง ...เขามีความฝันตั้งหลายอย่าง !! ที่เต็มไปด้วยความหวัง ความสุข และอนาคตที่สดใส !!! แต่ตอนนี้ความฝันของเขาไม่มีโอกาสกลายเป็นจริงแล้ว... เจมมี่สูญเสียทุกอย่างที่หวังไว้ !!.....เรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย มันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น !!!
"ทำไมเขาต้องพรากเจมมี่ ไปจากเราด้วยละคะแม่ !! เขาต่างหากที่สมควรตาย !!!! ไม่ใช่เจมมี่ !!!" ความโกรธในใจฉันปะทุขึ้นไม่ขาดสาย ราวกับน้ำพุร้อนกำลังพ่นกรดออกมา

แม่ยื่นแขนออกมากุมมือฉัน........ มือของแม่อุ่นมากทีเดียว
"อย่าไปโกรธหรือเกลียดเขาเลยลูก" แม่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบ
"แต่.... แม่ค่ะ !!"
"เมื่อเจมมี่ยังอยู่ น้องชอบที่จะฟังลูกยิ้ม และหัวเราะไม่ใช่เหรอ น้องคงไม่ชอบแน่ ๆ ถ้าเห็นลูกเศร้าโศก โกรธแค้นแบบนี้....... "
"ก็...หนูไม่อยากให้เจมมี่ตายนี่ค่ะ !! ทำไมคนที่เรารักถึงต้องตายด้วยละคะแม่" ฉันพูดอย่างท้อแท้ พลางยกมือขึ้นมาปัดน้ำตาที่ปริ่มอยู่ขอบตา
แม่สั่นศรีษะ ยิ้มเฝื่อน ๆ ปลอบฉัน
"แม่ไม่รู้เหมือนกันลูก นั่นอาจเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุดในโลก... การพลัดพรากนะ เราห้ามไม่ให้มันเกิดไม่ได้ มันมีมาตามธรรมชาติ ...ถ้าลูกนึกถึงความสุขที่ได้รับจากการรู้จักน้อง.... ไม่ใช่มัวแต่คร่ำครวญเสียใจ ลูกก็จะไม่เจ็บปวดมาก" แม่พูดต่อ....
"สิ่งที่ลูกต้องทำคือ ระลึกนึกถึงช่วงเวลาดี ๆ  ที่น้องกับลูกเคยมีร่วมกัน..... ไม่ใช่อาลัยอาลัยอาวรทุกข์โศกกับการจากลา.... แม้ความตายพรากชีวิตคนเรา แต่ไม่ใช่กับสายสำพันธ์นะลูก......"


ฉันเกิดความรู้สึกตื้นตันระคนเศร้าอย่างประหลาด จ้องมองแม่พิศวง

"โอ้..... แม่คะ !! หนูไม่รู้เลยว่าถ้าไม่มีแม่แล้วหนูจะอยู่ได้ยังไง !!! ใคร ๆ ก็บอกว่าหนูฉลาดที่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง  ได้ฝึกงานในโรงพยาบาลที่ดีที่สุด !! แต่เอาเข้าจริงแล้วแม่ต่างหาก ที่ฉลาดที่สุด ทำไมแม่ถึงฉลาดนักละคะ....."
"แม่ได้ฉลาดหรอกลูก....." แม่หยุดนิดนึง "คนเราเมื่ออายุเยอะขึ้น ก็ยิ่งรู้ยิ่งเห็นมากขึ้นเท่านั้นเอง...... "

"แต่.....แม่พูดราวกับว่ายอมรับการตายของเจมมี่ได้.... คนเราจะยอมรับการจากไปของคนที่เรารัก ได้ง่าย ๆ เหรอค่ะแม่....." ฉันร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น
"แม่ไม่ได้ยอมรับได้ง่ายหรอกนะดอวน์นี่...   เพียงแต่อายุขัยของคน ทำให้คนเรามีความรู้สึกต่างกัน การแสดงออกย่อมแตกต่างกันไปด้วย.... เมื่อลูกอายุเท่าแม่ ลูกจะเข้าใจนะดอวน์"

แม่ยื่นนิ้วชี้มาปาดน้ำตาบนใบหน้าฉัน
"โอ้แม่คะ !! น้ำตานี่ เทียบไม่ได้กับความรู้สึกเสียใจที่หนูมีหรอกคะ !!" เสียงของฉันแตกพร่า  "หนูไม่รู้จริง ๆ ว่าจะข่มความทุกข์ลงได้ยังไง...." ฉันเริ่มสะอึกสะอื้นอีกเบา ๆ
"ลูกโตแล้วนะดอว์นนี่ และลูกก็ฉลาดพอที่จะเข้าใจเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เหรอ.... น้องจากไปแล้วลูก ไปสู่ชีวิตที่ดีกว่านี้... ไปสู่โลกที่ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความโศกเศร้า....... น้องไม่มีทางฟื้นขึ้นมาแล้ว....... เราอย่ามารื้อฟื้นความเจ็บปวดกันต่อเลยนะ.....

ลมหนาวพัดมาเบา ๆ ผมแม่ปลิวสยายตามสายลม  แม่พูดต่อไปว่า
"พวกเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ต่อไปโดยไม่มีน้อง ซึ่งมันก็ยาก..... ยากมากเหลือเกิน ตอนแรก ๆ อาจจะลำบากหน่อย.... แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักนึง เราจะเริ่มชิน พอชินแล้ว อะไร ๆ ก็จะไม่เลวร้ายเกินทนหรอกนะลูก"
คราวนี้แม่บีบหลังมือฉันเบา ๆ
"แม่รู้ว่าลูกเป็นคนดี เข้มแข็ง และก็มีความคิด  นับแต่นี้ไปแม่อยากให้ลูกสัญญากับแม่ ว่าลูกจะต้องไม่โศกเศร้ากับอะไร ๆ เกินจำเป็น เกี่ยวกับเรื่องของเจมมี่ สัญญาได้ไหม ? หืม...."

ฉันพยักหน้ารับ เช็ดน้ำตา.......
คำพูดของแม่.... ฉันทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมรับการตายของเขา....

หิมะเริ่มตก ความหนาวจับเข้าที่ขั้วหัวใจ
แม่จุดบุหรี่สูบ..... แม่มักทำแบบนี้เสมอเวลาที่ทนแรงกดดันจากชีวิตไม่ไหว....ฉันรู้ดี แม่เสียใจมาก แม้ว่าเธอจะไม่มีน้ำตาออกมาสักหยด แม่ควบคุมตัวเองได้ดีเสมอ... ซึ่งตรงข้ามกับฉันที่เป็นคนอ่อนไหว และแสดงทุกอย่างที่รู้สึกออกมาทางสีหน้า
"คุณไม่ควรสูบบุหรี่นะ" มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลัง  "ในบุหรี่มีสารเคมี ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายตั้ง 2,000 ชนิด....." ฉันหันหลังไปมอง หมอวิคเตอร์พูดขึ้น เขาก้าวเดินช้า ๆ มาหาเรา
"ฉันสูบเวลาที่เศร้านะคะ" แม่ตอบหมอ ลุกขึ้นยืน ยกมือเสยผมสีน้ำตาลแดง
"ฉันจะต้องทำอะไรบ้างคะ ? ฉันไม่รู้อะไรเลยคะหมอ" แม่ถาม
"เราจะต้องจัดการเกี่ยวกับเรื่องงานศพ เดี่ยวผมจะโทรหาสัปเหร่อเพื่อนผมให้ เขาคิดค่าบริการไม่แพง จัดแบบเงียบ ๆ แต่ดูสมเกียรติ.... เราต้องฝังเขาในคืนพรุ่งนี้ เพราะมะรืนนี้เป็นวันอาทิตย์ เราต้องฝังเขาใน 48 ชั่วโมง"
"ค่ะ..... ตกลงค่ะหมอ" แม่ตอบหมอ
"ที่นี่หนาวมาก พวกคุณกลับบ้านเถอะ  เดี๋ยวผมจะเรียกแท๊กซี่ให้" หมอชำเลืองมาทางฉันซึ่งนั่งอยู่บนม้าหิน "ดอว์นนี่ พาคุณแม่กลับไปพักผ่อนที่บ้าน....  เดี๋ยวหมอจะดูแล จัดการทางนี้ให้เรียบร้อยเอง"
"ค่ะหมอ......." ฉันผงกศรีษะรับ









รถวิ่งไปตลอดทาง ฉันมองผ่านหน้าต่าง หิมะยังคงโรยตัว บนถนนว่างปล่าว มีแสงไฟริบหรี่ หมอกตอนดึกปกคลุมไปทั่วเมือง  ฉันกับแม่ไม่คุยกันเลย ช่างเป็นความเงียบอันเจ็บปวดรวดร้าว และทรมานที่สุด..... ความเงียบเลื่อนไหลอยู่ระหว่างเราสอง.......  ฉันนั่งพิงหัวไหล่แม่ เธอโอบกอดไหล่ฉันไว้.....


ตี 3:35 น. เมื่อเราถึงบ้าน หิมะหยุดตกแล้ว ต้นไม้ไร้ใบปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็ง ทุกอย่างเงียบกริบจนดูวังเวง ฉันแหงนหน้ามองไปชั้น 2 ของบ้าน ห้องของเจมมี่ยังเปิดม่านค้างไว้.... ฉันพูดอะไรไม่ออก รู้สึกเพียงว่าบ้านไม่ใช่บ้านอีกต่อไป เมื่อไม่มีเจมมี่.... ฉันไขประตูเดินผ่านห้องนั่งเล่น ขณะที่แม่กดสวิทช์ไฟฟ้าของห้องครัว ฉันเดินขึ้นบันได ผ่านห้องของเจมมี่ ประตูแลเปิดอ้าค้างอยู่....  ฉันเดินเข้าไปข้างใน ทอดสายตาไปยังข้าวของเขา.....
ท่ามกลางความมืดและความเงียบ ภาพเก่า ๆ ก็ปรากฏขึ้นในหัวฉันเป็นระลอก....  ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าของเจมมี่ คำพูด น้ำเสียง รอยยิ้ม.....ซึมผ่านเข้ามาจับที่หัวใจทีละน้อย.....

อีกครั้งนึงที่ฉันอยู่คนเดียว ความโศกเศร้าที่เก็บไว้เริ่มทะลุออกมา ทวีพลังยิ่งขึ้น
"ทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว" น้ำตาที่อัดอั้นภายใน พรั่งพรูออกมา ฉันเริ่มร่ำไห้จนตัวสั่นคลอน "ต่อไปนี้ไม่มีเสียงหัวเราะ เสียงจาม เสียงทะเลาะ ทุกสิ่งเปลี่ยนไป.....ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป"

เมื่อเจมมี่จากไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็ได้ตายไปจากหัวใจฉัน.....

ฉันรู้สึกราวกับสิ่งที่คุ้นเคยสูญหาย..... สิ่งนั้นทิ้งรูไว้กลางหัวใจ ซึ่งไม่สามารถจะหาอะไรมาถมให้เต็มได้เลย... ฉันเอื้อมมือเปิดกระเป๋าถือ ค่อย ๆ หยิบกระเป๋าสตางค์ลาคอสของเจมมี่ วางลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา...... วินาทีที่วางกระเป๋า ทั่วทั้งร่างฉันสั่นเทิ้ม.....  หากหัวใจแตกได้ ความเศร้าที่อัดแน่นคงหลั่งไหลออกมา....

แสงจันทร์สาดผ่านมาทางหน้าต่าง ฉันเงยหน้า มองเห็นเงาราง ๆ ของตัวเองสะท้อนบนกระจก ฉันรู้สึกเหมือนต้องมนต์ ประหนึ่งถูกสะกดไม่ให้ไหวติง ฉันไม่ชอบภาพที่เห็นเลย ใบหน้าหมองคล้ำ หยาดน้ำตาสองหยด แฝงด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ยังคลอที่หางตา.... ฉันสบตากับตัวเอง.....
"ทำตัวเป็นผู้ใหญ่เสียทีเถอะ ถึงแม้เธอจะไม่รู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่เลยก็ตาม"

ฉันเดินออกมาจากห้อง พยายามไม่กล้าให้ใจจดจ่อเรื่องของเจมมี่ ฉันเดินลงบันไดช้า ๆ ทีละขั้น ตั้งใจลงไปล้างหน้า แต่ละย่างก้าวเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน....
ที่ห้องครัว ยังเห็นมีแสงไฟ ฉันแอบเห็นแม่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร เปิดอัลบั้ม นั่งมองรูปถ่ายเจมมี่..... แม่นั่งเอาข้อศอกเท้าโต๊ะ มือกุมหน้าผาก แล้วน้ำตาก็ไหลเงียบ ๆ  .....ฉันเบือนหน้าหันไปทางหน้าต่างอย่างโศกเศร้า  มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ  ราตรีสีขาวเรือนรอง.... มันเป็นค่ำคืนที่คนอีกคนนึงจากโลกใบนี้ไป  และคนอีกสองคน ได้เติบโตขึ้น....


0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น