วันจันทร์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562

DS 4 | คืนสารภาพ

+1 เขียนประเด็นเรื่อง
1.ชื่อเรื่อง คือ คอนเซ็ปต์
คืนสารภาพ

2.เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร อย่างไรบ้าง เล่า 3-5 บรรทัด
- ชายหนุ่ม แวะมาเยี่ยม เพราะเคยตินหนี้ชีวิต ?
พอมาถึง พบเด็กสามคน ชาย1 หญิง 2
พอสอบถามก็รู้ว่า แม่เสียชีวิต
และเด็กเล่า เรื่องราวให้ฟัง ว่าคิดถึงพ่อ คิดถึงแม่ ยัง.ู้น ยังงี้
และบอกว่าแม่อยู่บนสวรรค์ เขียนให้ซึ้ง
ชายหนุ่มไม่กล้าบอกเรื่องพ่อ
เพราะเด็กยังคิดว่า พ่อยังมีชวิต และรอเขากลับมา

ตอนจบ ชายหนุ่มตัดสินใจบอก ช่้วงเดินกลับและเด็กสาวคนโตมาส่
ว่า พ่อดเด็กถกฆ่าตาย เพราะช่วยชีวิตเขา
เด็กสาว ยอมรับ และร้องให้ และก็ดีใจที่ได้รู้ว่าความจริง
ชายหนุ่มจากมา พร้อมความรู้สึกเจ็บปวด ของเช้าปีใหม่


3.แรงบันดาลใจในการเขียน/ จุดประสงค์ที่ต้องการเขียน เล่า 3-5 บรรทัด เหมือนกันค่ะ (ถ้าไม่มีข้อนี้ งานจะเลื่อนลอย และไม่จบ)
- มาจากข่าาวในซีเรีย ผมต้องการแต่งเพิ่มความจริง + จินตนาการ ผสมให้เศร้า ซึ้ง จนคน่อ่านต้องร้องให้


+++
**วิธีตอบโจทย์การบ้าน

1.จับประเด็นคำถามให้ชัดเจน ตอบให้ตรง ตอบโจทย์ก่อน หลังจากนั้นเขียนยาวๆ ได้ในทุกสิ่งที่ต้องการ แม้จะไม่เกี่ยวกันก็ตาม

2.เขียนคำตอบในขั้นตอนที่ 3 ยาวๆ  ข้อละ 5-10 บรรทัด มากกว่า

2.ใส่หมายเลขข้อกำกับคำตอบไว้ทุกข้อ ส่วนหัวข้อไม่ต้องใส่มาค่ะ

3.เขียนเสร็จตรวจตราและ “ขัดเกลา” สุดชีวิต +++

_____________________________________________


ชื่อตัวละคร 
เอมี่ลี่  พี่คนโต
แอลลี่
บิลลี่ น้องชายคนเล็ด
นักข่าว 



ข้อ 1 เป็นเหตุการณ์เรื่องราวสดๆร้อนๆ เกี่ยวกับเรื่องราวที่เราจะเขียน 

เช่น เช้าวันนี้ตัวละครของเราตื่นขึ้นมาเห็น.......
(เหตุผลที่เราต้องเปิดเรื่องเป็นเหตุการณ์สด ๆ ร้อน ๆ  ปัจจุบัน ก็เพื่อดึงดูดความสนใจเบื้องต้น ของคนทั่วไป)
(มุมมองที่เราใช้เปิดเรื่อง คือตัวละครเอก ดังนั้น

 ให้เขียนโดยใช้วิธีการเล่าเรื่องความคิด ความรู้สึกในสายตาของตัวเอก ในเรื่องสั้นควรเป็นมุมมองเดียว )


1.ให้นักเรียนหาภาพถ่ายหรือภาพวาดที่ใกล้เคียงกับฉากในนวนิยายบทที่ 1 ตามเวิร์คชีทที่วางแผนไว้ จัดหามาได้มากกว่าหนึ่งภาพ ตามขอบเขตที่วางแผนไว้ในเวิร์คชีท
2.ทดลองเขียนบรรยายฉาก โดยมีภาพวาดในข้อ 1 เป็นตัวบท
3.นอกจากฉาก สามารถเติมบทสนทนาและส่วนประกอบอื่นๆ ลงไป เพื่อให้เป็นบทที่ 1 ที่สมบูรณ์ที่สุด




นักข่าวทุกคน ล้วนตามหาข่าวใหญ่สักข่าว ที่จะจารึกชื่อพวกเขาในประวัติศาสต์ไปตลอดกาล
แต่นั่นไม่ใช่ผม
ผมมาที่เมื่อง ? เมืองอะไร กำลังเดินอยู่บนถนน ที่เต็มไปซากปรักหักพัง ตอนที่เสียงระเบิดดังขึ้นจากที่ไกลลิบ ผมปล่อยให้มันดังไป
หัวใจผมเริ่มชิน

ผมเป็นนักข่าว เป็นอยู่เกือบสามปี  งานนักข่าวเป็นงานสนุก ได้เดินทางไปทุกหนแห่ง เจอเรื่องตื่นเต้นตลอดเวลา  และเพราะงานนี้ ทำให้ผมต้องมาที่ชื่อเมือง ?

ซีเรีย ?? จังหวัดอะไร ??
นี่คือเมือง ที่กำลังหายไปจากผิวโลกอย่างช้าๆ  เมือถูกตัดไฟ ดวงตาของเมืองก็มืดบอด เมื่อสถาณีโทรทัศน์และวิทยุถูกปิด เมืองก็ไร้หู  เมื่อการขนส่ง สาธรณะหยุดยิ่ง เมืองก็ไร้ขา

ทุกแห่งร้างผู้คน มี่แต่ซากปรักหักพัง คนในประเทซนี้ ยอมทิ้งบ้านและสมบัติ เพื่อไปตั้งต้นประเทศอื่น ส่วนคนท่อย่ต่อ มากมานยักต้องลมตาย เพราะความหิว  มีคนเสียชีวิตที่นี่ทุกวัน 
พระอาทิตว์กำลังตกดิน อากาศค่อนข้างเย้นอยู่่สักหน่อ แต่ก็สบายดีตรงที่ไม่ชิ้นมาก
ท้องฟ้า ??? อากาศเริ่มเย็นขึ้นมาก
เมื่อสายตาผมมองเห็นบ้าน ที่ที่สร้างด้ววยอฐิ แต่ลักษระของมัน ถูกแรงระเบิดโจมตี 
บ้านหลังนี้ไม่มีหลังคาถูกแรงระเบิด ทำให้ ?
บ้านก่อด้วยอิฐทรุดโทรม ผนังปูน นอกกระเทาะออกมาให้เห็นเนื้ออิฐสีแดงข้างใน



ขณะที่ผมเดินเข้าไป มีเด็กสาวลักษระมอมแมม ผมสีน้ำตาลอมแดง มัดหางห้า สวมเสื้อวอมสีชมพูเก่า ๆ   กำลังหิวถึงในมือ เดินออกมา ในถัง เต็มไปด้วย ??
เราสบตากัน ตาเธอ ฒ

"ตาคู่นั้น" ผมพูดอย่างตกตะลึง  "เป็นแบบเดียวกันไม่มีผิด เธอมีดวงตาเหมือนเขาเปี๋ยบ "

""
"เหมือนเพื่อนคนนึง ที่ผมเคยรู้จัก"





ข้อ 2 เป็นแบคกราวด์ ความเป็นมาของเรื่องราวหรือตัวละคร



แม่กับพ่อหนูอยู่ใหน เล่าได้มั้ย ว่าเกิดอะไรขึ้น
หนูไม่ชอบรื้อฟื้น อดีตใด ๆ ออกมาอีก เพราะรู้ดีว่า จะต้องมีแต่ผลเสียติดตามมา
แต่ครั้งนี้ต้องทำ เพราะเก็นแก่เพื่อนพ่อของหนู ผมติดหนี้พวกเธออยู่

หนูชื่อ เอนิวา อาศัยอยู่ในซีเรีย เธอพูดขณะเอื้อมมือขวาเช็ดเช็ดน้ำตา เธอมีอายุ 12 ขวบ ผมสีน้ำตาลแดง ใส่เสื้อวอมสีชมพูเก่า ๆ กางเกงวอมสีดำ
พ่อเราถูกฆ่าตาย " เสียงเธอเริ่มสั่น หยดน้ำตาอีกสองหยดไหลลงอาบแก้ม
"คนที่นั่งอยู่ทางขวา น้องชายฉัน เขาชื่อ เอ็มเหมด" เธอเอื้อมมือ ขวาแตะแขนเขา 7 เขาหันมายิ้มกว้างให้ผม สวมเสื้อผ้าเก่าเยิน สกปรกและรองเท้าขาด ๆ 
ส่วนที่นั่งทางซ้าย ชื่อ แอชลี่  ทางหันหน้าไป พลางเอามือซ้ายแตะหัวไหล่เธอเบา ๆ  อายุ 8 เธอมองผม ??? เด็กผู้หญิงนั้น แขนซ้ายหายไป 



ทั้งสามหน้าตาซีดเซียวเห็นได้ชัด เสื้อผ้ามอมแมม
เกิดอะไรขึ้นกับพ่อของหนูเหรอ
เธอพุดต่อ ""พ่อของเราออกไปกับเพื่อน
และไม่กลับมาอีกเลย
ส่วนเมื่อ 4 อาทิตย์ก่อน แม้ของหนู
เย็นนั้น หนูกลับมาจากโรงเรียนพร้อมน้องของฉัน

และคนบอกหนูว่า
เราต้องรียบไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลย !!
หนูถามว่า ไปทำไม
เขาบอกว่า เราต้องไปดูอาการแม่หนู พวกเขาบอก แม่ได้รับบาดเจ็บ"


และเมื่อเราไปถึง หมอก็บอกเราว่า แม่เสียแล้ว จากไปแล้ว เธอเช็ดน้ำตา
น้องสาวของเธอ พูดขึ้น
แม่อยู่บนสวรรค์ เขาอยู่ทีนั่นเสมอ
แม่บอกว่า วันนึงหนูกับพี่จะมาอยู่ที่นี่ และแม่จะซื้อตุ๊กตา ให้หนู  จักรยานให้เอมเหมด และ เสื้อผ้าให้ แอชลี่

แววตาเอนิวา มีน้ำตาไหลลงมา  เธอก้มหรน้าเช็ดน้ำตา  จากนั้เธอมองขึ้นไปบนฟ้า มีดาว และ ดเมฆ
แม่อยู่บนนั้น  วันนึงพวกเราจะไปอยู่กับแม่  เธอไม่กล้ามองหน้าผมตรง ๆ เธอหันไปร้องให้ทางเอ็มเหม็ด  และยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา  จมูก และข่มริมฝีปาก
แอชลี่ ร้องให้ตาม เธอเอื้อมมือขวา เช็ดน้ำตา แววตาแดงก่ำ ขมิบปากปน่น เหมือนจะกลื่นความเศร้าไว้ข้างใน


ในความฝันผมเห็นแม่ เอ็มเหม็ดพุด
ขี่มอเตอร์ไซค์ ที่เท่ที่สุด วิ่งอยู่พื้นหญ้าเขียวขจี บนภูเขา
เขาบอกให้ผมมาอยู่ด้วย แต่้ผมไม่สามารถ
แล้ว พ่อของหนูละ
เขาไม่กลับมา


ข้อ 3 เป็นไฮไลท์ / จุดเปลี่ยน / ความแตกต่าง.หรือสิ่งที่พิเศษ (เสียใจที่สุด ประทับใจที่สุด ใส่ใว้ในข้อนี้)

ปีใหม่นี่ ถ้าขอพรได้ข้อนึง อยากขออะไร ผมถาม
นอกสาวคนเล็กพูดขึ้น
หากสามารถขอได้หนึ่งสิ่ง คืนนี้ เธอยกมือเช็ดน้ำตา  หนูหวังให้พ่อกลับมาบ้าน

หนูไม่ต้องอะไรในโลกนี้ นอกจากให้แม่กลับมาเท่านั้น
พี่สาวกุมมือน้องคนเล็ก





พี่สาวเธอน้ำตาคลอ พลางมองมาที่ผม

น้องชายคนเล็กก้มหน้ามองพื้น เขาไม่ยอมเงยขึ้น



เอนิวาพี่คนโต พูดด้วยเสียงสั่น   ตอนนี้ฉันต้องดูแลครอบครัวของฉัน

หากมีใครป่วย ฉันต้องหายาให้พวกเขากิน น้ำตาไหลลงมาอีก

หากเขาไม่สามารถออกไปเล่นกับเด็กคนอื่นได้ ฉันต้องอยู่กับเขา




ผมเห็นหล่อง3 กล่อง อยู่ 3 กล่องมีเชือกผูกลวก ๆ ข้างรูปมี เป็นรูปหญิงสาวที่มีรอยยิ้มสวยงามที่สุดเท่าที่เคยเห็ฯ
ของพวกนี้สำหรับวันเกิดแม่ ปีละ 1 ชิ้น
ตั้งแต่แม่ จากไป พวกมันก็รอวันที่แม่กลับมา น้องชายพูด



แล้ว พ่อของหนูละ
เขาไม่กลับมา

ฉันไม่สนใจ เทษกาลปีใหม่ มันไม่ใช่ที่สำหรับเรา เสียงน้นพูด
ฉันแคร์ เฉพาะเงินที่จะซื้อหารเท่านั้น เสียงเธอสั่น
มีเสียงระเบิดดังขึ้น จากที่ไกล ๆ

ทั้งสามจ้องหน้าผม จากนั้นพี่สาวคนโตพูดเสียงสั่นเครือ

เราพร้อมจะตาย ตลอดเวลาแล้ว.....



ผม มองเธอเงียบ ๆ

นี่คือคำพูด ของเด็กอายุ 13 ที่ต้องเลี้ยงดูครอบครัว เธออายุน้อยกว่าผมเป็น 10 ๆปี แต่ต้องแบกรับความรับผิดชอบที่หนักหมาศาล ชิวิตผมเทียบเธอไม่ติดเลย ... สงครามบีบให้พวกเขาเติบโตเกินวัย << หาเพิ่มจากไล่ตงจิ้น



หนูเห็นแหวนที่นิ้วนาง คุณมีลูกรึเปล่า
ลูกชายหนึ่งคน
งั้นคูณก็มีภรรยา มีลูก มีแมวชื่อ คิตตี้
แล้วคุณมาทำอะไรที่นี่ ฒ

ขากลับ ผมตัดสินใจพูด
เอลีเซีย หนูเคยคิด ว่าถึงพ่อบ้างมั้ย

ทุกวัน ทุกคราั้ง ที่ได้ยินเสียงเคาะประตู หรือระตูเปิกออกมา หนูจะคิดว่าเป็นพ่อ

ในหัวหนูมี แต่เรื่องพ่อ




ข้อ 4 จะเป็นการขมวดเรื่อง เตรียมจบ + ข้อคิด (ห้ามเปิดประเด็นใหม่)

ผมเป็นเพื่อนเก่าพ่อเธอ และผมติดหนี้

ผมมีคำถามบางคำถาม อยากจะถาม และเป็นคำถามที่สำคัญมากเสียด้วย
อะไรละคะ
ผมอยากรู้ความรู้สึกที่แท้จริงจิงหนู

บอกผมหน่อยสิ ถ้าเกิด หนูต้องเลือก จำเป็นต้องเลือก ระหว่าง พ่ออยู่ที่ใหนสักแห่ง มีขชีวิตที่ดี มีความสุข

แต่หนูไม่มีวันรู้ ไม่มีวันหาพบ
กับ ความจริงที่เลวร้าย ว่าพ่อหนูตาย  แต่หนูได้หนูรู้ รู้ว่าอะไรเกิดขึ้รน

ผมหยุดนิดนึง สบตาเธอ หนูจะเลือกแบบใหน ?
หนูขอที่จะรู้ หนูอยากรู้.....


อย่าหาว่าหนูบ้านะคะ
แต่นี้คือสุดยอดปราถนา  ที่หนูคิดมาเกือบชั่วชีวิต
หนูหวังว่า คงมีสักครั้ง ที่พ่อจะเปิดประตูผลัวะเข้ามาหา
หนูต้องการพ่อจริง ๆ นะคะ
อยากเห็นหน้า อยากสัมผัส อยากกอด อยากให้ฝันของตัวเองเป็นจริง ๆ เสียที

"ผมเข้าใจ " ผมตอบอย่างแผ่วเบา





หนูหวังมาตลอด ให้พ่อกลับมา หนูสวดภาวนา


ผมสูดลมหายใจ
มีคนกลุ่มนึง ฆ่าเชือดคอเขา และฝังร่าง พร้อม
ผมเสียใจ

พวกมันรอดคุณ ?

แต่ผมฆ่าพวกมันไปแล้ว....
เอลีเซีย ร้องให้ออกมา
บอกผมสิ ที่ผมพูด มันมีความหมายกับหนู

บอกผม

หนูเกลียดที่คุณพูดความจาิง ท่ามกลางความเงียบและมืด เธอพูดต่อ แต่หนูดีใจที่พวกนั้นตาย เธอเช็ดน้ำตา

ครั้นแล้วเราจากกัน ผมกอดเธอเป็นครั้งสุดท้าย
เอเลีย ผมก็โตมาแบบเธอ ตอนเด็ก ผมไม่เคย มี ??
ต้องเลี้ยงน้อง ? และ




ข้อ 5 บทสรุป ทิ้งท้าย เหตุการปิดเรื่อง 

เอเลีเซีย เธอเก่งนะ เรื่องเรื่องต่าง ๆ ซะจนผมนึกภาพออก  แบบนี้ในอนาคต อาจเป็นนักข่าวได้เหมือนกันนะ
ความลำสกจะสร้างให้แกร่ง ??
แต่ฉันไม่เคยยอมแพ้  เธอต้องจำมันไว้นะ โอเคมั้ย
ค่ะ เธอเช็ดน้ำตา






วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ทุกชีวิตมีตำนาน【Death Story】




ทุกชีวิตคนเรามีตำนาน ทุกประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์มีคุณค่า เกินกว่าจะปล่อยให้มันหลุดมือไป..... 

ทักทาย
สำหรับงานเขียนชุดนี้ ทุกเรื่องจะต้องมีคนตาย เพื่อให้คนที่เหลือ.... รู้ซึ้งถึงคุณค่าของชีวิต
จุดเด่นในงานเขียนที่คุณจะได้อ่าน เรียกว่า "พลาโตนิคเลิฟ" ความรักบริสุทธิ์ หมายถึงความสำพันธ์ระหว่างชายกับหญิง ที่ไม่มี Sex มาเกี่ยวข้อง เช่น พ่อแม่กับลูก พี่กับน้อง อาจารย์กับศิษย์ มนุษย์กับสัตว์ รวมไปถึงความสำพันธ์ระหว่างเพศเดียวกัน.... เสน่ห์มนต์ขลังของความรักนี้ สามารถสร้างความสะเทือนใจจนกลายเป็นแรงบันดาลใจ ก่อให้เกิดพลังในการต่อสู้ชีวิต.....
เรื่องสั้นแต่ละเรื่อง ผมอาศัยแรงบันดาลใจมาจากข่าวที่โ่ด่งดังในอดีต ที่เกิดขึ้นใน หลาย ๆ ประเทศ ประกอบกับความรู้สึกอยากเขียน ทำให้สามารถสร้างตัวละคร ผูกเรื่องได้อย่างน่าสนใจ แม้บางข่าว อาจผ่านกาลเวลามาแล้ว 60 ปี หรือ 100 ปี แต่เรื่องราวก็ยังส่งผลสะเทือนมาถึงคนในยุคปัจจุบันได้อย่างทรงพลัง อาจจะแตกต่างกันที่สภาพบ้านเมือง ยุคสมัย แต่เบื้องลึกในจิตใจคนเรา ไม่ได้ต่างกันเลย... เรื่องทั้งหมดจึงมีพื้นฐานจากเรื่องจริง
แต่ล่ะเรื่องจบในตอน เรื่องราวดำเนินไปท่ามกลางเหตุการณ์ ทุกข์ เศร้า สับสน ลังเล หวาดกลัว โกรธแค้น ความรักและ ความตาย คุณจะได้พบประสบการณ์ชีวิต จากผู้คนหลายหลายรูปแบบทั่วโลก ผ่านตัวละครเอกที่ผมเป็นผู้ประพันธ์ ทุกเรื่องหมดจด ไม่มีที่ติ ผมจะพาคุณดำดึื่งสู่โลก และ ชีวิตในอดีต อย่างเลื่อนไหล ลึกซึ้ง..... เชิญสัมผัสกับผลงานชิ้นโบแดง ที่ 100 ปีจะมีสักครั้ง
หวังใจว่าผู้อ่านคงพึงพอใจ ทุกชีวิตมีตำนาน 【Death Story】 เหมือนที่ผู้เขียนรักเรื่องเหล่านี้

Kaze เขียน
มิถุนายน 2019

วันเสาร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2562

DS 3 | ลิ้มรสซ่อนหา


(จับประเด็นคำถามให้ชัดเจนและตอบให้ตรง)

เนื้อเรื่องที่คิดไว้
นำมาขยายเป็น Blue Box 5 ข้อ คร่าวๆ ข้อละ 2-5 บรรทัด ว่าเราจะเขียนถึงอะไรบ้าง
ลักการเขียน Blue Box แบบย่อๆ


บทที่ 1 มิเชลตาย ผมและไมลีย เสียใจ ผมปลอบไมลีย์
บทที่ 2 เล่าย้อนว่าทำไม ถึงเกิดเรื่องแบบนี้
บทที่ 3 กลับมาปัจจุบัน
บทที่ 4 ไมลีย์ตายตาม
บทที่ 5 ผมตาย จบ


ข้อ 1 เป็นเหตุการณ์เรื่องราวสดๆร้อนๆ เกี่ยวกับเรื่องราวที่เราจะเขียน


บทที่ 1 มิเชลตาย ผมและไมลีย เสียใจ ผมปลอบไมลีย์



"มาร์ค ! มิเชลเสียชีวิตแล้ว" เสียงสั่นเครือของไมลียบอกผม
เธอนั่งหอไหล่ หน้าซีดเผือก
หัวใจผมเต้นแรง เหงื่อเม็ดโตไหลจากหว่างคิ้วลงร่องแก้ม
ผมหันมองร่างไร้วิญญาณ น้องคนเล็กของเรา
เธออายุเพิ่งห้าขวบ ตัวนิดเดียว ยังไร้เดียงสาอยู่แท้ ๆ

วินาทีถัดมา ความทรงจำของมิเชล หวนกลับเข้ามาโลดแล่นในความรุ้สึก สลับสับเปลี่ยนไปไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นตอน สอนเธอเดิน   ระบายสี หัดเข้าห้องน้ำ หรือสอนให้ออกเสียงชัด ๆ
เราเคยมอบความรักให้มากที่สุดเท่าที่มอบได้ ..... แต่จากนี้ไป ช่วงเวลานั้นไม่มีอีกต่อไป....

ผมเหลือบที่ใบหน้าไมลีย์  เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้น ผมม้าสีน้ำตาลปิดบังดวงตามิดชิด มือซ้ายกุมข้อมือมิเชลแน่น.. และน้ำตาเริ่มหยดลงสู่หลังมือที่ละหยด..... สองหยด

ผมวางมือขวาทาบลงมือเธอ บีบเชิงปลอบใจ....
"ขอโทษนะ พี่ไม่คิดจริง ๆ ว่าจะเป็นแบบนี้" ผมสูดน้ำมูก
"พี่อย่าโทษตัวเองสิ เราผิดกันทั้งคู่นั่นแหละ...."

ทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนฝันร้ายที่กลายเป็นจริง
นึกไม่ถึงเลย ผลอันเกิดจากการกระทำของผม ก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงพลิกผัน นำพาชีวิตพบหายนะ...
เพียงแค่เวลาสามชั่วโมงเท่านั้น.....

เขานึกถึงความร้อนที่แสนทรมาน ส่งผลให้ความทรงจำย้อนกลับไปหาอดีตที่ไกลโพ้น

________________________________________________


ข้อ 2 เป็นแบคกราวด์ ความเป็นมาของเรื่องราวหรือตัวละคร

บทที่ 2 เล่าย้อนว่าทำไม ถึงเกิดเรื่องแบบนี้

11:43 น.
ฤดูร้อนปีนี้ กรมอุตุ ? บอกว่าอากาศจะร้อนจนทนไม่ไหว  มันเผาพลาญทุกสิ่งทุกอย่าง
และทำให้เมืองระอุราวอยู่ใน กาน้ำ ?  
ผมเห็นแสงแดด เผาพลาญสนามเบสบอลจนยางมะตอยผิดรูปร่าง 
อากาศเดือนสิ่งหาวันอาทิตย์อบอ้าวมาก ร้อนแรงด้วยแสงแดดจ้า
ใส่ให้มีสัตว์ประจำฟโุร้อนบิน ??ท

"ขนมปังกรอบกับเบค่อนอยู่บนโต๊ะนะลูก คืนนี้เราอาจกลับดึก" แม่พูด อายุสามสิบสาม เธอมีผมสีบลอนด์ยาวเหยียดตรง ใส่เสื้อแขนกุดสีขาว กางเกงยีน  ??  พวกเขากำลังไปเยี่ยมคุณยายที่โรงพยาบาล เธอเป็นมะเร็งขั้นที่สาม
ผมพยักหน้ารับ
"เฝ้าบ้านดี ๆ นะมาร์ค ตอนนี้ แกเป็นผู้ชายคนเดียวในบ้าน
 พ่อว่า  เขาอายสี่สิบเอ็ด สวมเสื้อสปรอดเชิ๊ด กางเกงยีนขายาว
พ่อเคยทำงานที่กรมตำรวจ ถูดยิงขาเมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้ต้องใช้ไม้ค้ำ และโดนย้ายไปทำงานนั่งโต๊ะ  .
พ่อกับแม่กำลังไปเยี่ยมคุณยายที่โรงพยาบาล เธอเป็นมะเร็งขั้นที่สาม
แน่นอนว่า พวกเขาต้องนั่งรถไฟไป เพราะแม่ไม่มีใบขับขี่ ส่วนพ่อยังขับรถได้ไม่คล่อง


ดูแลน้องให้ดี ๆ(พ่อเตือน ) โดยเฉพาะมิเชล เธอ ?? "
"ครับผม" ผมรับคำสั่งราวทหาร

พ่อรักมิเชลเหลือเกิน หลังน้องเกิด เอาแต่ประคบประหงมเป็นพิเศษ
มิเชลเดินได้ตอนเก้า อีกหนึ่งเดือนครึ่งเริ่มพูดได้ ผมไม่เคยเห็นพ่อดุเธอเวลาร้องให้ หรือทำเศษซีเรียลหกบนโต๊ะ
"ไม่ลีย์ อย่าถอดถุงเท้ากองไว้ที่พื้น" แม่ตะโกน
เดี๋ยวออกไปหนูเก็บค่าาา ไมลีย์ตอบกลับจากห้องน้ำ

เสียงประตูปิดดังปัง ผมยกนาฬิกาข้อมมือขึ้นมอง  11.:43น.
โทรทัศน์เปิดค้างอยู่ โดยไม่มีใครสนใจดู  เสียงรายงานพยากร์อากาศ ดังแว่วว่า
"อุณภูมิในวันนี้ สูงถึง 39 องศา และพรุ่งนี้ อุุฯหภูมิอาจแตะถึง 41 องศา"  ผมกดรีโมทปิด
ไมลีย์เดินออกมา มีผ้าเช็ดตัวผืนสีขาวพันผม
"ไปแล้วเหรอ ?"  เธอมีสีน้ำตาลอ่อน  ดวงตาเขียวเป็นประกาย รุปร่างสมส่วน
 เพิ่งอายุแปดขวบ มองดูแล้วสวยสะดุดตา เรียกได้ว่า มองปราดเดียวก็รู้ ไม่ต้องดูกันมากมาย
"อืม" ผมว่าเดินไปเปิดตู้เย็น เปิดโค๊กกระป๋องขึ้นมาซดลงคอ...
ไมลีย์ เดินไปเร่งแอร์


ผมเดินเข้าไปในห้องนอน คว้ากระเป๋า ์ และยัดเกม กับ ??เอาขนมกับน้ำ และเกม ยัดลงกระเป๋า ??
ไทลีย์พรวดพราดเข้ามา พี่จะไปใหนนะ ไมลีย์ถาม
ไปฐานทัพลับ  ผมตอบขณะซดโค๊ก
แต่หนูได้ยินว่า พ่อบอกให้เฝ้าบ้านนะ
เธอก็เฝ้าไปสิ
ทำไมพี่ออกไปได้ แต่ฉันต้องอยูาเฝ้าละ
ก็พี่แก่กว่าเธอนี่ ผมบอก
ขอฉันไปด้วยนะ
ผมลังเล นิดนึง
ก็ได้ แต่อย่ากวนนะ ผมตอบ

เราเดินออกจากห้อง ผทหันไปจ้องมองไมลีย์ เธอกำลังหลับอยู่บนโซฟา ดูดนิ้วหัวแม่มือ
แล้วน้องละ จะทิ้งมิเขลไว้เหรอ ?  ไมลีย์กระซิบ
ทิ้งงั้นเหรอ ?? ผมคิด ?? พลางหันมองเธอ มิเขลกำลังนอนกลิ้งอยู่ ผมบลอน์อ่อนนุ่ม
ทิ้งไว้คนเดียวแบบนี้ น่าสงสารออก ไมลีย์บอก
ผมคิด ??
ก็ได้ พามิเชลไปด้วยก็ได้ แต่อย่าให้น้องตื่นน้ะ
เราทั้งคู่ เดินไปอุ้มมิเชล เธอมี


แล้วนี่เราจะไปใหนกัน
"ตามมาละกัน เป็นสถาณที่ชั้นเยี่ยมเลยละ"  ผมรับรอง
เราทั้งสามก้าวออกจากอพาตเม้นท์ ค่อยน ๆ เดินลงไปบันไดห้าขั้น
อพาตเม้นท์แห่งนี้สูงห้าชั้น แต่ล่ะชั้นมีสิบห้อง มีบันไดตั้งอยู่สองฟาก ชั้นบนสุดมีบันไดต่อขึ้นไปดาดฟ้า มีแท็งคสำหรับเก็บน้ำขนาดใหญ่.... ครอบครัวของเราอาศัยอยู่ชั้นหนึ่ง

ผมเดินอ้อมไปหลังอพาตร์เม้น ทะลุสนามหญ้า
มองไปที่ลานจอดรถเบื้องหน้า เป็นที่จอดกลางแจ้ง ถนนเขรอะด้วยฝุ่น.... มีรถสี่คัน จอดเรียงราย  บางคันเก่าคร่ำ ฝุ่นเกาะสกปรก
ผมเดินไปบริเวณรถของพ่อ มันเป็นรถ อะไร ?? ล้อหน้ามันจอดนิ่งสนิท อยู่กับผิวขรุขะจของลานจอดรถ  ไมลียก้าวตาม
นี่เหรอ ฐานทัพลับของพี่
ใช่
มือขวาผมเปิดประตูคาดิแลธสีเทา
"พ่อลืมล๊อครถอีกแล้วเหรอ ?" ไมลีย์ยักไหล่
พ่อชั้นยอดก็แบบนี้ ผมว่า
แต่พ่อเคนพูดเสมอ ว่าห้ามเข้ามาเล่นในรถนะ ไมลีย์แย้ง
วันนี้ พี่เป็น ?? ของที่นี่
 สำหรับพวกเรา รถแดนต้องห้าม พ่อรักรถเป็นอันดับหนึ่ง   แต่ยิ่งพ่อพูด ผมก็ยิ่งกระหาย อยากลอง  และความรู้สึกนี้ก็มีรุนแรงจนสามารถพลิกคำสั่งพ่อให้จางลง

มือขวาผมเปิดประตูคาดิแลธสีเทา จับพวงมาลัยขอบทองเหลืองประกายมัว ๆ ทรุดกายลง
มองไปรอบ ๆ นึกถึงความสบายที่ได้รับ
บ่อยครั้ง ผมอยากให้ที่นี่เป็นฐานทัพลับของผม
"พ่อลืมล๊อครถอีกแล้วเหรอ ?" ไมลีย์ถามขณะตามผมเข้ามา
"พ่อชั้นยอดก็แบบนี้" ผมยักไหล่
พ่อเคยพูดเสมอ ว่าห้ามเข้ามาเล่นในรถ มันเป็นแดนต้องห้ามสำหรับผม แต่ยิ่งพ่อพูด ผมก็ยิ่งกระหาย อยากลอง  และความรู้สึกนี้ก็มีรุนแรงจนสามารถพลิกคำสั่งพ่อให้จางลง


ไมลีย์นั่งเบาะหลัง พลางยืดแขนบิดตัว.......ข้าง ๆ เธอมีเสื้อสูทของพ่อแขวนอยู่....  ขณะกำลังปิดประตู มีเสียงใส ๆ ดังแว่วมา........
"หนูก็จะเข้าไปด้วย " มิเชลพูด เธอผมสีบลอนด์ รอยยิ้มร่าเริง  อายุห้าขวบ ในมืออุ้มตุ๊กตายูริคอร์นสีขาว  เขาเป็นสแตน์เลสสีเงิน.....
ผมหันไปมองไมลีย์
???"มิเชล ถ้าเธอออกมาใครจะเฝ้าบ้าน ?" ไมลีย์ถาม

"หนูเอากุญแจมาด้วยนะ นี่ไง" เธอว่าพลางชี้ไปที่กุญแจโทโทโร่เจาะรูห้อยอยู่บนคอ
ผมและไมลีย์มองหน้ากัน เราทั้งคู่ต่างถอนหายใจ
"นี่มิเชล" ผมพูด "ถ้าจะเข้ามาตั้งเชื่อฟังพวกพี่นะ อย่าส่งเสียงดัง และร้องให้งอแง โอเค ?" ???
อื้อ" มิเชลพยักหน้า
เมื่อเธอก้าวเข้ามา ผมก็เอื้อมมือปิดประตูรถดังแกร๊ก
เมื่อมองมองนาฬิกาข้อมือ มันบอกเวลา 12:04 น.  ผมรู้สึกพอใจกับสถาณที่นี้ จึงยิ้มออกมา


______________________________________________

ข้อ 3 เป็นไฮไลท์ / จุดเปลี่ยน / ความแตกต่าง.หรือสิ่งที่พิเศษ (เสียใจที่สุด ประทับใจที่สุด ใส่ใว้ในข้อนี้)
ดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่างจ้า


บทที่ 3 กลับมาปัจจุบัน (ย้อนไปบทแรกตอนมิเชลตาย ช่วงใกล้จบ)


ดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่างจ้า หรือ ดวงอาทิตย์แผดแสงแรงกล้า
แปดนาทีผ่านไป ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง  ผมรู้สึกอึดอัด คิดว่าควรแง้มประตู เพื่อให้อากาศภายนอกเข้ามา แต่ทว่าประตู มันติด !
ระบบล๊อคคงทำงานตอนปิดประตู .... ผมพยามฟังเสียงภายนอก ส่วนรถก็ฟังเสียงความกลัวของพวกเรา
ความกังวลเริ่ม เกาะกุมหัวใจผม

ผมกลั้นใจตอบ ทั้ง ๆ ที่บัดนี้ เรื่มรู้สึกกลัวมากขึ้ยทุกที


__________________________________
ความร้อนคือความทุกข์ และยิ่งถ้าเราอยู่ในรถ คือสิ่งที่ทรมานที่สุด
ถ้าอยากรู้ว่า ร้อนยังไงละก็ ผมจะเล่าให้ฟังเอง

12:11 น. ทันทีที่พระอาทิตย์ พ้นยอดไม้ ก็แผดแสงจ้าออกมาเต็มที่ ความร้อนเริ่มจู่โจมเข้าที่ละน้อย  บรรยากาศอบอ้าวขึ้นทุกที   มองเห็นแต่ท้องฟ้า ครอบคลุมอยู่ทั่วทุกสารทิศ
"ร้อนจังเลย" ไมลีย์พูดขึ้น "ฉันจะออกไปซ่อนที่อื่น"
"ออกไม่ได้" ผมตอบ
อะไรนะ ?
แรกทีเดียว เธอไม่เข้าใจ
"ประตูมันล๊อค" ผมบอกไมลีย์
พลางเห็นว่าเธอหน้านิ่วคิ้วขมวด
"ล้อเล่นใช่มั้้ย ?" ไมลีย์ถามผม พลางดึงมือเปิดประตูรถ เสียงดัง "กึก ๆ " นัยยตากลมโตของไมลีย์ มองผมด้วยความตกใจ


บทนี้ ตรงนี้ เอาเป็นฉากต้นเรื่อง
==============================================================



ความเวิ้งว้างของลานจอดรถทำให้ดูเหมือนท้องฟ้าเคลื่อนเข้ามาใกล้โลกมากยิ่งขึ้น พร้อมด้วยความร้อนจากดวงอาทิตย์
ไม่ลีย์ยังดื้อบิดลูกบิด
ผมหยีตามองผ่านเปลวแดด ผมไปรอบ ๆ รู้สึกสงบ ไม่พะวงกับสิ่งใดที่จะเกิดขึ้น


ร้อนตังแตกอย่างงี้ ไม่ลีย?ซับเหงื่อบนหน้าด้วยแขนเสื้อ ท่ามกลางคลื่นความร้อนที่แผ่บริเวณกว้างอย่างเหลือเชื่

ตุ๊กตายูนิคอร์นไม่เก่าเลยนะ: ผมถามไมลีย์ พลางหยิบขึ้นมาดู
"สมัยเธอตัวกะเปี๊ยก จำได้ว่า พกมันไปทุกที่เลยนี่"
"ใช่ มันเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด ฉันเคยดูแลอย่างดีตั้งสามปี.." ไม่ลียตอบ

เอาคุณยูนิคอร์ณมา ของหนูคืนมา มิเขล ??
ในเวลานี้ผมคิกถึง สายลม สายฝน มากกว่าสิ่งใด
ผมรู้สึกเหมือนเราอยู่ในดาวเคราะห์ ที่อยู่ในอวกาศอันมืดมิด

ความหวาดหวั่นจู่โจมเข้ามา
ผมส่ายหน้า
มีอะไรพอกินบ้างมั้ย

สายตาผม พุ่งผ่านออกไปนอกหน้าต่่าง เหมื่อมองอยู่ครู่ใหญ่
"เราจะต้องออกไป ต้องหลุดจากขุมนรกนี้ให้ได้ !!"
ผมค้นลิ้นชัก มีบุหรี่ยี่ห้อเมมโบโล่ กับ ขวดน้ำอยู่ครึ่งขวด
พวกเราทุกคนกระหายน้ำ จึงดื่มไปคนละอีก
เวลานี้ พ่อกับแม่กำลังทำอะไรกันอยู่นะ ไมลยี์พูด....
"คงอยู่บนรถไฟนั่น." ผมยิ้มตอยอย่างฝืน ๆ
อยากเจอพ่อกับแม่จังเลยเนอะ ไม่ลียพูดด้วยเสียง ? ดวงตาสีน้ำตาล มีแววกังวล ??????

ขณะนี้เวลา 13.05 ผ่านไปแล้ว  1 ชั่วโมง ดวงอาทิตย์ลอยสูงกว่าเดิม
แสงของมัน รุนแรงขึ้น ประกายแดดแยงเข้าตาผม ผมขยับหนีไปนั่งด้านหลังกับไมลีย?
เราชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าร้อนผ่าวไปทั่วตัว.....
"ฉันกลัว" ไม่ลีย์พูดขึ้น พร้อมหายใจแผ่ว ๆ
"กลัวเหรอ ? กลัวอะไร ?" ผมถาม
"ฉันกลัว ว่าเราจะต้องตายอยู่ในรถ..... " เธอเสียงสั่นน้อย ๆ  มองผมไม่วางตา ตัวสั่นสะท้าน
"ฟังพี่นะ...." ผมพูด "ความกลัวไม่มีจริง เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน เป็นแค่ปฏิกิริยาทางร่างกายเท่านั้น
 ทำใจให้โล่ง แล้วคิดอยู่อย่างเดียว ว่าเราต้องรอด  เราต้องมีชีวิตรอด" มือขวาผม ตบหัวไหล่เธอเบา ๆ
"ทำได้มั้ย หืม  ?" ไมลีย์พยักหน้าแทนคำตอบ ผมสังเกตุเห็นว่า แววตาเธอคลายความกังวลลง.....

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ทำให้มีทางเลือกแค่สองทาง คือ เรายอมแพ้ หรือ ยืนหยัดและสู้ และผมจะขอสู้จนวินาทีสุดท้าย....


หนูหิวน้ำ มิเชลพูด ดวงตาสีบลอนด๋ของเธอเหลือบมองผม
ผมค้นลิ้นชัก เมื่อเปิดออก เห็นบุหรี่ยี่ห้อ เมมโบโล่ไลท์ กับ ขวดน้ำอยู่ครึ่งขวด
ผมส่งให้มิเชลดื่ม จากนั้นไมลีย์ และผมดื่มหลังสุด......

ผมมองไปยังหน้าต่างอีกฝั่ง มีต้นโอ๊กกับต้นบีชขึ้นสูง ต้นไม้มีอายุเก่าแก่ ทอดเงาดำมะทึน  แผ่สยายใต้กิ่งไม้
เราเคยปีนเล่นบนต้นนั้นบ่อย ๆ

"คิดว่าเราจะหนีออกไปได้มั้ย ?" ไมลียถามเสียงต่ำสั่นเครือ
ฟิลิปกำลังหาพวกเราอยู่ สักพักก็คงเจอนะ้นและ
"แน่ใจเหรอว่า เขาจะหาเราเจอ"
"แน่นนอน... อดทนหน่อยนะ"  ผมปลอบอีกครั้ง พยายามฝืนน้ำเสียงตัวเองให้มั่นคงเพราะขณะนี้จิตใจของผมเองก็ว้าวุ่น

ผมไม่สามารถเดาได้เลยว่า นอกจากผิลิปแล้วจะมีใครบ้างเข้ามาเจอเราในลานจอดรถ  เวลานี้ทำได้เพียงเฝ้ารออย่างใจเย็น....
สายตาของไมลีย์เหม่อลอยไปไกลอย่างไร้จุดหมาย มันเป็นสายตาแห่งความว่างเปล่า และเงียบงันอย่างที่สุด

"ใจเย็น ๆ ตื่นตระหนกไป ก็มีแต่ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง"
ผมบอกตัวเองเสมอ ยังเร็วเกินไปที่จะหมดหวัง...
เมื่อ ชั่วโมงก่อน พวกเราทุกคนยังน่างตากแอร์เย็นสบาย แต่บัดนี้ กลับต้องติดกับ ราวกับสัตว์ป่าถูกกับดัก

ผมมองนาฬิกาข้อมืออีกครั้ง มันบอกเวลา 13:24 น. ผมรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้า.... พอใกล้ถึงเวลา 13:30 น.
เราเห็นฟิลิปเดินมาแถวลานจอดรถกับแม่เขา  หัวใจผมกระตุก ์?? ผมรู้สึกโล่งอก
พวกเราเคาะประตู และกระจก
"ช่วยด้วย พาเราออกไปที เราติดอยู่ในรถ!! ผม ไมลีย์ และ มิเชล ต่างร้องตะโกนแข่งกันสุดเสียง
"แตรไง บีบแตรสิ !!" ไมลีย์ว่า
"จริงด้วย อันไหนนะ ?"
"ข้างล่างนั่นไง ตรงที่เป็นรูปลำโพงนะ" ไมลีย?
"ผมมองเห็นรูปแตร ใช้นิ้วชีิ กดปุ่มสุดแรง !!
แต่ เสียงแตร !!!กลับไม่ทำงาน
ผมกดย้ำอีก 3-4 ครั้ง ไม่มีเสียงอะไรเกิดขึ้น ความหวังในใจเริ่มดับวูบลง

หรือว่า รถยนต์บางรุ่น เมื่อดับเครื่องแตรไม่ทำงาน ???
แต่เสียง ?? เขาก็อยู่ไกลเกินไป จากนั้นรถก็ปิดประตูดังปัง เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม.... แล้วก็ตามด้วยเสียงรถแล่นจากไปอย่างรวดเร็ว......

ความเงียบเข้ามาปกคลุมผมอีกครั้ง...

"เราจะทำอย่างไงดี มารค์ ฟิลิบไปแล้วนะ...." เสียงของไมลีย์บอกความตื่นตระหนกและท้อแท้
ผมหันไปมองเธอ เราทั้งคู่สบตากันอย่างไม่สบายใจ....
"ต้องมีคนอื่นมาพบเรา"  ผมพูดช้า ๆ ยกมือปาดเหงือที่หน้าผาก
อากาศยังคงร้อนอยู่มากแสงสว่างจากพระอาทิตย ยังคงจัดจ้า
ผมรู้สึกว่า เวลา ผ่านไปอย่างเชื่องช้า...
ความเงียบปกคลุมรถ ภายในมีแต่เสียงสะอื้น
ผมเงยหน้าขึ้น สบตาสี ??? อันน่าปรัหวั่นของไมลีย?

วิวเบื้องหน้านั้นดูห่างไกล เลื่อนลอยเหมือนกับความฝัน มีเพียงเสียงแผ่วเบาจากนาฬิกาเท่านั้นที่เป็นของจริง
ผมชำเลืองดูนาฬิกาข้อมมืออีกครั้ง มันบอกเวลา 14:09   ดวงอาทิตยยังคงสาดแสงแรงกล้าไปทั่ว แสงแดดแรงร้อน ราวกับจ่อลงที่หน้าผาก.....

ไมลีย์มองผม พยามยมฝืนยิ้ม

เหงื่อ้ราแตกเต็มไปหมด เวลานี้พวกเราต้องการความช่วยเหลือ
ผมมองไปที่มิเขล โดยทมีตุ๊กตายุนิคอร์นเป็นหมอน


หนูอยากกลับบ้านแล้ว  !! หนูจะกลับบ้าน !!!" มิเชลร้อง
ผมหันขวับไปมองมิเชล รู้สึกปวดร้าวขึ้นมาในใจ เมื่อตระหนักว่าเธอ เธอยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถาณอการ์ณอะไร

"เราออกไปไม่ได้มิเชล ทนหน่อยเถอะนะ" ผมถอนใจ
"ทำไมละ  ?ทำไม..." มิเชลของเราตะโกนลั่นรถ เธอไม่มีท่าทางตืนกลัวเหมือนไมลีย์
 เธอไม่มีอะไรเหมือนผมเลย

เพิ่งบทพูด มิเชล อีก สองสามบรรทัด ตรงใหนก็ได้
ผมใช้แขนเสื้อปาดเหงื่อที่หน้าผาก
"เงียบนะ อย่าส่งเสียงหนวกหูนะมิเชล " ผมดุเธอ
เราทุกคนหายใจ ในอากาศเดียวกัน
ไมลีย์จ้องไปที่ประตู ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกกังวล ความกลัวซึมเข้ามาในสมองเต็มที่
ผมนึกกลัวอย่างจับจิตขึ้นมากระทันหัน

เหงื่อ เริ่มหยดไปตามหลังของผม เปียกชุ่มไปใต้เสื้อที่สวมอยู่
พวกเราพายายามทุบกระจก
"ช่วยด้วย พาเราออกไปที เราติดอยู่ในรถ!!" จนข้อมมือผมชาไปหมด แต่ก็ไม่มีใครเลย
ผมต้องเผชิญหน้ากีบควาจริง ที่ก่อนหน้านี้ ผมพยายามปิัดให้พน้จากความคิด
ว่า การเล่นตลกของโชคชะตา ซึ่งเราไม่อาจรู้ได้ ทำให้ชีวิตเราไม่มีทางเลือก
เราทุกคนต้องยอมจำนน ต่อสิ่งที่เรามองไม่เห็น


"ฉันไม่อยากตายที่นี่" ไมลีย์ยกปลายเล็บขึ้นมาขบฟัน
 สีหน้าของเธอบอกความไม่สบายใจจนเห็นได้ถนัด
ไม่เอาน่า" ผมตอบ "วันนี้เราจะได้กลับบ้าน ! จะได้เจอพ่อแม่ จะได้กินอาหารดี ให้ ?? อาหารอะไร ? ของโปรดของเธอ และจากนั้น พี่จะมีเรื่องมันส์ ๆ ไปเล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง
และพี่ก็จะบอกว่า เธอช่วยชีวิตพี่ ???
ไมลีย?ยิ้มให้ผทอีกครั้ง....

หนู.....ห...หิว... น้ำ มิเชลพูดปากสั่นด้วยเสียงขาดเป็นห้วง ๆ  น้ำเสียงนั้นอ่อนระโหย

ผมมองน้ำในขวดที่วางอยู่บนเก้าข้างตัว เหลืออยู่นิดเดียว
"ดื่มนี่นะมิเชล พี่ให้น้องหมดเลย อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะ"
  ที่ผ่านมาผมปฏิบัติ กับมิเชลไม่ค่อยดีนัก เธออยู่ในวัยช่างพูด  อยากรู้อยากเห็น ไปเสียหมด นั่นทำให้ผทหมดความอดทนอยู่เสมอ
เวลาผ่านไป......
"มารค์... น้องไม่หายใจ" ไมลย์ยกมือขึ้นปิดปาก
ผมรู้สึกตัวแข็ง หูอื้อ ไม่ไหวติง...
"มิเชล !! ลืมตาขึ้นมาสิ โธ่....." นัยย์ตาผมมีน้ำตาเอ่อขึ้นมาคลอ
ร่างของมิเชล นอนนิ่ง เหยียดยาวโดยกอดตุ๊กตายูนิคอร์น
ดวงตาของไมลีย์ รื้นด้วยน้ำตาขึ้นทันที

+ตรงนี้เขียน ความหลังดี ๆ ของมิเชล++


ผมเห็นความหวาดกลัว ฉายฉัดบนใบหน้าของไมลีย์
ผมเข้าใจความกลัวได้ดี พวกเราติดอยู่ในนี้ ตั้งชั่วโมงครึ่งแล้ว
เมื่อหันกลับมาที่พวงมาลัย ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลงลงมาอย่างไม่รู้ตัว พยายามฝืนใบหน้าให้เป็นปกติ เพื่อกลั้นความเศร้าไว้กับความเงียบ


เรานั่งกันอย่างเงียบ ๆ โดยไม่พูดอะไรเลยอยู่เป็นนาน  เสียงสะอื้นของไมลีย์ ทำให้ผมตัวสั่นสะท้าน ผมมองหน้าเธอ
ใจของผมไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
จากนั้นเรานิ่งเงียบกันไปพักใหญ่้ ไม่ใช่ไม่มีเรื่องคุย ?? ขณะที่ความตายกำลังเยื้องกร้ายเข้ามา....

อากาศร้อนชื้น ผมมองออกไปอีกฝั่ง เห็นเนินเขา สนามหญ้าพลิ้วไหว ผมอยากรู้จริง ๆ ว่า ลมข้างนอกเป็นยังไง นกบินไปทางใหน เมฆจะอ้อมมาจากหลังเขารึเปล่า.....
"อยากกลับบ้านเราจังเลยเนอะ" ไมลีย์รำพึงด้วยเสียงอ่อนโยนยิ่งนัก เป็นน้ำเสียงที่ไม่เข้ากับบรรยากาศอันอบอ้าว.....
ผมพยักหน้าพลางฝืนยิ้ม
"ถ้าออกไปได้ อยากทำอะไรก่อนเพื่อน หืม ?" ผมถามอย่างเศร้า ๆ
ไมลีย์ยืเไหล่บอบบาง....
"อยากอาบน้ำ.... เหนียวตัวไปหมดแล้ว จากนั้นจะนั่งตากแอร์ให้หายเบื่อเลย และก็อยากเจอพ่อกับแม่..... เธอตอบพลางยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตา
"แล้วพี่ละ มาร์ค?"
ช๊อคโกแลตเย็น แล้วก็พายอร่อย ๆ สักชิ้น ของร้านอาหาร ??
เราจะต้องอยู่ พี่จะจองโต๊ะให้เธอ กับ มิเชล เธอจะได้กินพาย ?
ไมลีย ยิ้ม "ใช่ เราจะอยู่ทีนั่น ทั้งวัน นั่งตากแอร์เย็ฯ ๆ  กินไอศกรีม "
"ไม่รู้สิ...."ผมสั่นหัวอย่างแคลงใจ "สิ่งที่อยากทำมีมากมายนับไม่ถ้วนเลยล่ะ แต่ถ้าออกไปได้จริง ๆ  พี่ขอดื่มโค๊กเย็น ๆ สักกระป๋อง
ไมลีย์ยิ้มเหมือนจะร้องให้

"ฉันรู้สึกอึดอัด " ใบหน้าของไมลีย์ เต็มไปด้วยริ่วรอยของความหวาดวิตก
"พี่ก็เหมือนกัน ก็เราอยู่ในรถนี่ "
พี่ขอโทษนะที่ทำให้เธอมาติดอยู่ที่นี่
"ไม่เป็นไร อย่าคิดมาก ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไร "
พี่จพเรื่องนั้นได้มั้ย ?? ตอนเด็ก ๆ
เล่าเรื่อง ความทรจำแสนสุข


เราทั้งคู่พลางหัวเราะ
ดวงตาที่เศร้าคู่นั้น ดูมีความสุขขึ้นนิดหน่อย  ใบหน้าของไมลีย์คลายความกังวลใจลง
แต่เป็นเพียงวินาทีเดียว

เราทั้งหมดเหงื่อไหลท่วมตัว
ผมรู้สึกปวดร้าวขึ้นมาในใจ เมื่อตระหนักว่ามิเชล ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถาณอการ์ณอะไร  ที่ผ่านมาผมปฏิบัติ กับน้องไม่ค่อยดีนัก เธออยู่ในวัยช่างพูด อยากรู้อยากเห็น ไปเสียหมด มักทำให้ผมหมดความอดทนอยู่เสมอ


อย่าร้องให้นะมิเชล จำที่พี่เคยบอกได้มั้ย
"น้ำตาคือยาวิเศษ เราต้องเก็บมันไว้ข้างใน " มิเชล พูดฝืนยิ้ม?
"ใช่"

ก่อนจะมาโดนขังอยู่ในรถ พวกเราทะเลาะกันตลอดเวลา ผมเคยคิดว่าการมีพี่น้อง เป็นเรื่องน่ารำคาญ โดยเฉพาะการมีน้องสาว  ผมก็ต้องเสียสละหลายอย่าง เวลามีใครทำผิด พ่อแม่ก็มักโทษผมก่อนเสมอ...

แต่พอมาตกอยู่ในสภาพนี้ ขอแค่ได้อยู่ร่วมกัน เคียงข้าง เป็นเพื่อนคุย ผมก็รู้สึกว่าตัวเอง เข้มแข็งขึ้น......


ผมมองนาฬิกาข้อมือเป็นครั้งที่สาม มันบอกเวลา 14.53 น.  คลื่นความร้อนแผ่รัศมีไปทั่ว
แสงอาทิตย์ สาดส่องมาทางหน้าต่างลูบไล้ใบหน้าผม เหงื่อผุดที่ข้างแก้ม และ ริมฝีปาก ผมเริ่มหายใจยากลำบาก จนติดขัดขึ้น.... ผมรู้สึกเวียนหัวจะเป็นลม คลื่นใส้และอยากอาเจียน
ไมลีย์ ผมหันไปถาม ดวงตาเธอเลื่อนลอย เหมือนอยู่ในภวังค์ไปชั่วชณะ  พอผมเอ่ยปากอีกครั้ง
เธอก็ดึงดวงตากลับมา

"เราจะทำยังไงกันต่อไปดี ?" ไม่ลีย์ถามอย่างกลัดกลุ้ม
"ไม่รู้สิ เรามีทางเลือกอื่นเหรอ ? " ผมตอบขณะที่สายตาสอดส่งมองผ่านหน้าต่างพลางสังเหตุการณื ส่วนหูทั้งสองข้างคอยเงี้ยฟังเสียงฝีเท้า


"พวกเราถูกขัง ไม่ช้าก็เร็ว ต้องตายแน่ ๆ"  เสียงของไมลีย์แผ่วลง เธอกัดเล็บจนเลือดออก
ผมคิดนิดนึง
"เราจะไม่ตายที่นี่" ผมยืนยันกับไมลีย์ "ที่นี่ไม่ใช่ที่ตายของเราไม่ลีย์  !!  อย่าเพิ่งยอมแพ้นะ" ผมเอื้อมมือขวากุมมือเธอ
ไมลีย์พยักหน้ากับความคิดผมแบบไม่ค่อยสบายใจนัก

"มาร์ค พี่เป็นพี่ที่ดีที่สุดของฉัน และฉันคงไม่มีทางที่จะรักใครได้มากเท่าพี่"
ไม่ลีย์พูดด้วยน้ำเสียง ที่ซึมเศร้ามากกว่าเดิม
ผมไม่ได้รู้สึกแตกต่างไปจากเธอสักเท่าไหร่เลยในตอนนี้
"ไม่ลีย์ ขืนเธอยังพูดแบบนี้ พี่คงร้องไห้แน่ ๆ "


ความหวังที่จะรอดชีวิต มีน้อยมาก เราทั้งคู่ต่างรู้ดี...
ผมรู้สึกว่าความตายมาเคาะประตูเรียกอยู่ไม่ไกล....


================================

ข้อ 4 จะเป็นการขมวดเรื่อง เตรียมจบ + ข้อคิด (ห้ามเปิดประเด็นใหม่)

บทที่ 4 ไมลีย์ตายตาม


ดวงอาทิตย์แผดแสงแรงจ้า พร้อมสร้างความร้อนรุ่มให้เกิดขึ้นกับจิตใจของผมมากเหลือเกิน
ผมหันกลับมาที่หน้ากระจกรถอีกครั้ง สำรวจดู ???
จากนั้นก้มมองนาฬิกาข้อมือ มันบอกเวลา 15.02 น.
ความหวาดกลัวประดังเข้ามา กดดันหัวใจยิ่งนัก ผมหวาดหวั่นจนหายใจลำบาก
ไมลีย? พี่คิดว่า ??? ด
ไม่มีเสียงตอบกลับ...
เมื่อเหลือบหันไป ไมลีย์ซบหน้านิ่งอยู่กับอก ส่วนมือกุมข้อมือมิเชล
"ไมลีย์....." ผมเรียกช้า ๆ
"ไมลีย์..........." ผมทวนชื่อเธอครั้งที่สอง จากนั้น.... ผมพูดอะไรไม่ออก น้ำตาได้เอ่อล้นมาอย่างสุดกลั้น
ผมกุมมือไมลย์ มันร้อยผ่าว ผมกระซิบลงฝ่ามือ
"ไมลีย์ ถ้าขึ้นไปสวรรค์แล้ว โปรดบอกมิเชลด้วยนะ ว่าพี่ขอโทษ.... ช่วยบอกด้วยนะ อย่าลืมนะไมลีย์ "
ผมกระซิบถ้อยคำเหล่านั้น ฝากวิญญาณของเธอไป ก่อนที่จะก้มลงจูบมือ เพื่อเป็นการบอกลาครั้งสุดท้าย




ทุกเวลานาทีที่ป่านไป ความกลัว ความกังวล ก็มากขึ้นทุกที ๆ
ผมซบศรีษะลงกับอ้อมแขน...... หยาดน้ำตาไหลลงมาตามร่องแก้ม..... น้ำตาพูดในสิ่งที่ผมพูดไม่ออก.....การจากไปของเธอ เหมือนกระชากหัวใจของผม ให้หลุดลอยตามไปด้วย


ผมพยายามมองไปรอบ ๆหน้าต่าง เพื่อสะกดอารมณ์ที่กำลังพุ่งพล่าน
ลานจอดรถนี่คือขุมนรกที่นรก ที่เดือดพล่านดี ๆ นี่เอง ส่วนแสงอาทิตย์ เป็นเหมือนหลังคาของสุสสาน ผมเช็คเหงื่อที่หน้าผาก

ผมเคยเชื่อว่าทุกอย่างมีหนทางเสมอ แต่คราวนี้ผมกลับรู้สึดว่าทางออกนั้นถูกปิดลง
ผมรู้สึกเศร้า นึกถึงโลกภายนอกที่มีสายลมพัด.... ไม่เคยนึกอยากสัมผัส ลมเย็น ๆ  มากขนาดนี้มาก่อน
ผมมองไปที่ประตูอีกครั้งนึง ไม่มีทางเลยที่แรงของเด็กจะพังออกไปได้ ++++และในรถก็ำม่มีอุปการณอะไรสำหรับงัดแแงะ ไม่มี.... ผมมองสำรวจไปที่ชุดสูทของพ่อซึ่งห้อยอยู่
พลางนึกถึงหนังสือที่เคยอ่าน

ใจเย็น ๆ คิดสิ คิดแค่ว่าต้องทำยังไงเท่านั้น"
พริบตานั้น ผมมองไปที่ไม้แขวนเสือ ความทรงจำจากหนังที่เคยดู บอกว่าผม

"ต้องลองเสี่ยงดู มันอาจสำเร็จก็ได้.... "
ไม่ปขวนเสื้อนั่นไง !! ผมหยิบเสื้อออก มองเห็นไม้แขวนเสื้อได้ถนัด มันเป็นแบบลวด ผมเอามันมาดัดให้ตรงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ! จากนั้นผมสอดเข้าไปทางหน้าต่าง พยายามใส่แรงกดสุดเหวี่ยง

ขณะนั้นลมหายใจผมติดขัด หายใจลำบากหนักขึ้น ท้องใส้ร่อนผ่าวไปหมด
ความอ่อนแอที่ซุกซ่อน เริ่มกดดันชีวิต
เมื่อเผชิญความตาย ทุกอย่างเริ่มถูกพรากไป แม้แต่อากาศ
ความเชื่อมั่นของผมหวั่นไหวในท้ายสุด




=============================




ข้อ 5 บทสรุป ทิ้งท้าย เหตุการปิดเรื่อง

บทที่ 5 ผมตาย จบ 

14.38 น. อากาศภายในรถร้อนราวอยู่ในตู้อบ
สายตาผมเริ่มพร่ามัว มองสภาพคุกคุมขังรอบด้านได้ไม่ชัดเจน.....
ช่วงแว๊บนึงของวินาทีชีวิต ภาพในอดีตต่าง ๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ใบหน้าพ่อแม่ ไมลีย์ มิเชล และคนที่เคยพานพบ ผุดขึ้นมาในหัวเป็นระรอก ราวสไลด์ที่ออกมาจากเครื่องฉาย
ผม่ไม่เห็นทุกอย่างหรอก เห็นแค่ช่วงเวลาที่รัก.... ความผูกพันธ์นั้นสูงส่งยิ่งนัก

"ไม่ไหวแล้ว......" เสียงและลมหายใจผมอ่อนล้าถึงขีดสุด....
ความหมดหวังแทรกซึมสู่หัวใจ  บัดนี้การเดินทางก้าวขึ่นสู่จุดสิ้นสุด....
"ลาก่อนครับพ่อ.... ลาก่อนครับ... แม่......"
ผมกล่าวคำอำลาน้ำตาคลอเบ้า ก่อนที่จะหลับตาลงชั่วนิรันดร์....







วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2562

DS 2 | แหวนต่างหน้า


DS 2 | พลอยต่างหน้า

ดึกมากแล้ว ขณะผมจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋าเดินทางริโม มันเป็นกระเป๋าหนังไนลอนสีเงิน 
ผมวางกระเป๋าลงบนเตียง ภายในห้องนอนเป็นเพดานทรงสูง ริมหน้าต่างมีกระจกใสขนาดใหญ่

ผมมองไปยังกลุ่มดาวที่ทอประกายนอกหน้าต่าง การเห็นแสงดาวได้ ต้องผ่านความมืดมิด ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะคฤหาสน์อูวิว อยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติแคลิฟอร์เนีย
"สวยเหลือเกิน"  ผมพึมพำ ยืนนิ่งหลายนาที ชื่นชมทิวทัศน์งามที่ปรากฏตรงหน้า พลางสงสัยว่า ดาวบนฟ้าจะน้อยใจบ้างมั้ย ที่ผู้คนพากันหลับไหล ขณะที่พวกมันขึ้นเวทีส่องประกาย
"พรุ่งนี้เป็นวันพิเศษ" ผมยิ้มให้ดวงดาว "ไม่ใช่พิเศษแบบธรรมดา แต่พิเศษสุด ๆ จนไม่มีทางลืมได้เลย"
ผมเตรียมไปพักผ่อนกับฮันนาห์ มันเป็นเสาร์แรกเดือนมกราคม เราตั้งใจมาฉลอง เนื่องในโอกาสเธอได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการธนาคาร ส่วนธุรกิจค้าไวน์ของผมก็ภิญโญสโมสร  ปีนี้ครบ 6 ปีที่รู้จักกัน


ผมพบฮันนาห์ครั้งแรก ในคาบเรียนดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูส์
เธอมีผมบลอนด์ยาวเหยียดตรง ดวงตาสีฟ้าแววประกาย สูงโปร่ง ใบหน้าได้สัดส่วนงดงาม ซึ่งนี่เองทำให้ชายหนุ่มติดใจมากมาย เราไม่เคยมีโอกาสคุยกัน กระทั่งเย็นหนึ่ง ความมืดเริ่มโรยตัว เธอเดินออกจากหอดูดาว  มันตั้งอยู่บนดาดฟ้าริมระเบียง ทอดยาวนาบภูเขาสูง ผมเป็นฝ่ายแสดงความกล้าหาญออกไป

"โอ้โห เหนือพื้นดินยังมีกลุ่มดาวส่องประกายอยู่เหมือนกันแฮะ" ฮันนาห์มองผม เราทั้งคู่เบือนหน้าไปยังทิวทัศน์ของเมือง ที่เต็มไปด้วยแสงไฟนับหมื่น ๆ
"ในแสงไฟแต่ละดวงนั่น มีคนหลายประเภทอาศัยอยู่นะคะ"  ฮันนาห์ว่า
"ใช่..." ผมว่า "แต่ละคนมีปัญหาของตนคนละแบบ มากมายพอ ๆ กับดาวบนฟ้า และปัญหาของผมคือต้องใช้ความกล้าหาญมากทีเดียว ที่จะก้าวเข้ามาทำความรู้จักคุณ"
"คุณกลัวฉันเหรอ ?" เธอสบตาผม แววประหลาดใจ
"ผมกลัว ผู้หญิงสวยอย่างคุณจะไม่คุยกับผม แต่ที่กลัวมากกว่าจริง ๆ คือโอกาสที่พลาดทำความรู้จักคุณ"
"ชีวิตที่กลัวก็เหมือนใช้ชีวิตเพียงครึ่งเดียวนะคะ" ฮันนาห์ยิ้ม
คืนนั้นผมพาเธอไปส่งบ้าน เราแลกเบอร์โทรศัพท์ จากนั้นเจอกันอีกในวันรุ่งขึ้น เราไปเดินเล่นในเมือง ปิกนิกเซ็นทรัลพาร์ค วันถัดไปก็แวะชมพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ค่ำนั้นผมจุมพิตเธอบนสะพานบรูคลิน เราติดต่อกันเสมอกระทั่งจบการศึกษา เธอเข้าฝึกงานในธนาคารบีโอเอ ส่วนผมออกมาก่อตั้งธุรกิจค้าไวน์ หกปีเศษ ผมประสบความสำเร็จช่วงอายุยี่สิบตอนปลาย ทุกอย่างมาไว ตั้งตัวไม่ทัน ผมก้าวไปไกล ขนาดมีไร่องุ่น มีบริษัทต้องดูแล มีทนาย เลขา และคนขับรถส่วนตัว แต่นั่นยังไม่พอ ชีวิตนี้มีสิ่งที่ผมต้องการอีกมากมาย




อากาศตอนเช้าสดชื่นมาก เมื่อขับรถถึงริมชายฝั่ง นกแซนด์ไปเปอร์ร้องตลอดทาง จากตรงนี้ยังมองไม่เห็นตัวบ้าน แต่ก็นึกภาพออก บ้านตั้งอยู่ระหว่างต้นโอ๊กกับต้นสน มองไปจากตรงนั้น จะมีทุ่งหญ้ากว้างจนจรดทะเล ในตอนกลางคืนเมื่อเงียบสงัดจะได้ยินเสียงคลื่น แว่วมาเบา ๆ บ้านทั้งหลัง ประกอบด้วยไม้ซุง  มันเป็นพื้นที่ใหญ่สำหรับบ้านหลังเล็ก มีชั้นเดียวสามห้องนอน สองห้องน้ำ หนึ่งห้องครัวบวกห้องนั่งเล่น
"ในที่สุดก็ถึงสักที" ผมว่า
"โอ้โห สวยจังเลยค่ะ" ฮันนาห์ชม ก้าวลงจากรถ
"ผมเรียกมันว่า สวรรค์ของพระเจ้า ข้างในมีของใช้สำคัญจำเป็น สำหรับพักได้ตลอดสัปดาห์เชียวนะ"  เราเข้าไปเก็บเสื้อผ้าในห้องนอน จากนั้นผมเดินเข้าห้องนั่งเล่น เปิดลิ้นชัก หยิบกล่องเล็ก ๆ ขึ้นครุ่นคิดอีกครั้ง
"ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนทีเถอะ" ผมพูดกับตัวเอง พลางเฝ้ารอให้เวลานั้นมาถึงเร็ว ๆ  เสียที


ตกเย็น เรานั่งเบียดชิดริมหาด ท้องฟ้าเริ่มมีแสงทองประกาย ผิวทะเลใต้แสงอาทิตย์ยามเย็น เหมือนเคลือบด้วยทอง
"จำลูกหมาพุดเดิ้ลสีดำ ตาดำ ที่เราเคยให้อาหารหน้าธนาคารได้ไหมคะ ?"  อยู่ ๆ ฮันนาห์พูดอย่างอมยิ้ม
"เจ้าชาคัสนะเหรอ ?"
"ตอนนี้มันคลอดลูกแล้วค่ะ แปดตัวแน่ะ ฉันตั้งใจว่า ถ้าไม่มีใครรับไปเลี้ยง จะเปิดมูลนิธิอุปการะสุนัขจรจัด"
"ดี ผมจะช่วยออกเงินสนับสนุนนะ"
"โอ้ ไม่ดีกว่าค่ะ คุณก็รู้ฉันไม่อยากพึ่งเงินคุณ"
"โธ่... ฮันนาห์ ชีวิตคนเราสั้นนะ ผมมีโอกาสได้พบคุณแล้ว หากมีอะไรที่สามารถทำให้คุณได้...  ปล่อยให้ผมทำเถอะ"
"แต่ว่า..." ฮันนาห์แย้ง ผมไม่รอให้เธอพูดจบ
"เรื่องเงินไม่เคยเป็นปัญหาของผมเลยนะ ผมมีเงินมากพอที่จะช่วยเหลือคุณได้บริบูรณ์ทุกอย่าง คุณจะไม่ต้องเดือดร้อนในเรื่องนี้เลย"
เธอนิ่งคิดนิดนึง "ตกลงค่ะ... แต่แค่เรื่องนี้เท่านั้นนะ..." ฮันนาห์ว่า เธอพูดต่อ "ฉันดีใจ ที่คุณช่วยออกทุน"
"ผมก็ดีใจ ที่คุณดีใจ..." ผมเศษไม้วาดรูปเจ้าชาคัส พระอาทิตย์ตกดินพอดี



เวลา 20:05 น. เรากลับเข้าบ้านพัก  ผมอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เดินเข้าไปห้องนั่งเล่น แสงไฟสาดอ่อน ๆ จากเตาผิง ทำให้ผมเห็นดวงตาฮันนาห์  ดูเยือกเย็น อ่อนโยน เธอนั่งอ่านหนังสือริมหน้าต่าง ลมเย็น ๆ สดชื่นของทะเล พัดเข้ามาจากหน้าต่างบานนั้น เธอพกหนังสือไปใหนมาใหนเหมือนเคย และมักหยิบยกข้อความ ของนักเขียนหลายคน ขึ้นพูดได้สบาย ๆ ผมรู้สึกเป็นเกียรตเสมอที่ได้ฟังเธอทำแบบนั้น
"ฮันนาห์ คืนนี้ไปนั่งเรือยอชร์ชมดาวในทะเลมั้ย" ผมเหยียดกายพิงโซฟา
เธอวางหนังสือในมือลง  "ดีสิค่ะ คืนนี้ฟ้าใสด้วย อาจเห็นดาวตกก็ได้"
"ดี ผมจะเอาไวน์ชั้นเยี่ยม ที่พกมาไปด้วย" 
 เวลา 21:10 น. เราออกจากบ้านพัก เดินไปยังระเบียง มันเป็นไม้ยาว ทำจากต้นโอ๊ค ทอดไปนอกทะเล ปลายทางมีเรือยอร์ช 68 SPORTS MOTOR YACHT จอด  ภายในมีห้องคนขับ ชั้นลอย ห้องเครื่องยนต์ และ ดาดฟ้าสำหรับเดินไปรอบ ๆ กลางตัวเรือเป็นพื้นที่สำหรับพักผ่อนทำด้วยไม้สัก  ที่นั่งมีเจ็ดเบาะทำด้วยหนังนูบัค มีระบบปรับอากาศ เครื่องเสียง เครื่องทำน้ำแข็ง และตู้แช่ไว....



ทะเลเงียบสงบสีครามใส สายลมอันหนาวเหน็บโชยมาเป็นระรอก ท่ามกลางแสงจันทร์ ส่องกระทบพื้นน้ำ เกิดแสงส่องสว่างระยิบระยับเข้าคู่กับดาวบนฟ้า
"ดูสิคะ แมทธิว ฟ้าใสเหลือเกิน" 
ผมแหงนหน้าขึ้นสู่เบื้องบน "คืนนี้ดาวเต็มฟ้าทีเดียว" ผมพูด
"อย่าจ้องมองดวงดาว แต่จงเป็นดาว" ฮันนาห์เอ่ย
"อะไรนะ ?" 
"มิสซิสแอนนาเคยกล่าว ในคาบเรียนดาราสาตร์นะคะ คุณจำได้มั้ย ?"
ความทรงจำผม นึกย้อนสู่ห้วงอดีต "อ่อ!! ใช่! ความจำคุณนี่เยี่ยมจริง ๆ"
"คุณคิดว่า เธอต้องการบอกอะไรเรา ?" ฮันนาห์ถาม
"ผมเคยเดาว่า เธอคงอยากให้เรามีชีวิตโดดเด่น มีรัศมีเหมือนดาวบนฟ้า... ว่ากันว่า การจะเป็นดาว ต้องใช้ความมั่นใจ มากกว่าพรสวรรค์...."
ผมหยุดนิดนึง พลางคิดไปถึงเมื่อหกปีก่อน แล้วอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้
"นั่นคุณขำอะไรของคุณคะ ?"
"อ๋อ!! คิดถึงสมัยเรียนนะ ตอนนั้นผมเป็นตัวแสบนี่นะ มิสซิสแอนนาคาดหวังไว้มาก ว่าผมจะล้มเหลว  เธอเคยบอกว่า ผมไม่มีทางเรียนจบในสี่ปี  ผมก็เลยพิสูจน์ให้เธอเห็น"
"และคุณก็ทำสำเร็จ" ฮันนาห์ว่า
"ใช่ ผมบอกตัวเองว่าจะไม่มีทางให้เธอสมหวัง  นี่คือเหตุผล ที่ทำให้ผมตั้งความหวังทุกอย่างไว้สูง คนเราน่ะ ถ้าต้องปากกัดตีนถีบตั้งแต่ต้น  ก็ย่อมต้องกลายเป็นนักสู้ไปธรรมดา..." ผมหยุดนิดนึง "ความหวังเป็นสิ่งดีนะ"
"ค่ะ....แต่ความหวัง มีไว้สำหรับคนที่ยังไม่สมหวัง...." ฮันนาห์กล่าว ผมสังเกตุเห็นความโศกเศร้าในแววตาเธอ



"ไวน์สักแก้วมั้ย ?" ผมถาม
"ก็ดีค่ะ"
ผมลุกขึ้น เปิดตู้แช่ไวน์ หยิบไวน์แดงปี 1976 รินสองแก้ว
"ดื่มให้อะไรดีละคะ ?" ฮันนาห์ถาม
"ดื่มให้แก่ค่ำคืนที่แสนโรแมนติค" ผมพูด
 ฮันนาห์มองหน้าผม เราทั้งคู่จ้องไปยังทิวทัศน์ของทะเล เหตุการ์ณคืนนี้ผมรู้สึกเหมือนวันแรกที่เราได้คุยกัน  แต่ครั้งนี้ต่างไป เพราะมีดาวแผ่กระจายเหนือน่านฟ้า สายลมพัดอ่อนเย็น ๆ  แสงจันทร์อ่บอุ่นเย็นตา ทะเลก็มีเสียงคลื่นเบา ๆ และไกลลิบออกไป....  ฝูงโลมาว่ายกระโดดโผล่พ้นผิวน้ำ


"รู้มั้ย ผมชอบช่วงเวลากลางคืนนะ มันเป็นช่วงที่โลกแห่งความจริงกำลังหลับใหล ส่วนโลกแห่งความฝันกำลังเริ่มต้น"
"คุณไม่ชอบโลกแห่งความจริงเหรอ ? "
"ใช่....บางครั้งโลกภายนอกไร้ซึ่งความหวัง จนผมต้องเปลี่ยนโลกภายในใจให้มีความหวังเป็น 2 เท่า....." ผมหยุดนิดนึง "แต่เอาเถอะ ยังไงผมก็ชอบกลางคืนมากกว่า  นั่นคือเหตุผลที่เลือกเรียนวิชาดาราศาตร์"
"ฉันนึกว่าที่คุณเลือกเรียน เพราะอยากรู้จักฉันมากกว่า"
"นั่นก็ส่วนนึง" ผมว่า
"อุ้ยดาวตก" ฮันนาห์พูดพลางชี้มือไปข้างหลังผม "ได้เห็นดาวตกด้วย...."
ผมหันไปมอง เห็นเพียงพริบตาเดียว มันตกเร็วเหลือเกิน
"อฐิษฐานไม่ทันนะคะ มันร่วงเร็วไป" ฮันนาห์ว่ายิ้มอย่างเสียดาย
"คงเพราะมันวิ่งด้วยความเร็วมากกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง " ผมพูดขึ้น

"มิสสิซิแอนนาเคยบอกว่า ดาวตก คืออุกาบาตที่ตกลงมาจากอวกาศ"  ฮันนาห์ตอบ
"ใช่" ผมว่า "เพราะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงลงมา พอเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ เลยเกิดเป็นประกายไฟ.... คนสมัยโบราณนะ เห็นประกายไฟของมันเป็นเรื่องแปลก พวกเขาเลยพากันอฐิษฐาน แต่ผมว่า แทนที่จะอธิฐาน สู้คิดซะว่าจะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นดีกว่า"
"คุณจะบอกว่าไม่เชื่อเรื่องในเรื่องคำอธิษฐานเหรอ ?" ฮันนาห์ถาม
"ผมเชื่อในการลงมือ ชีวิตก็เหมือนการโต้คลื่นนะ ต้องทรงตัวบนผิวน้ำให้ได้ตลอดเวลา"

ฮันนาห์ทอดสายตามองไปยังพื้นทะเล..... "แต่ตราบใดทะเลยังมีคลื่น อย่าคาดหวังความราบรื่นในชีวิตนะคะ"
"การโต้คลื่นจะผ่านไปได้ด้วยดี ถ้าโต้อย่างมีสติ" ผมว่า
"แล้วเรื่องดี ๆ ที่คุณบอกว่าจะเกิดขึ้นคืออะไรละคะ ?" ฮันนาห์ถาม

ผมลุกขึ้นยืน วางแก้วไวน์ลงบนโต๊ะ จ้องมองเธอไม่ละสายตา
"ผมมีบางอย่างให้คุณจดจำคืนนี้ได้แม่น" ผมว่าพลางหยิบกล่องเล็ก ๆ สีแดงออกจากกระเป๋ากางเกง  ผมคุกเข่าลงตรงหน้าเธอ
"ฮันนาห์..... ผมรักคุณ รักมากกว่าใครทุกคนที่เคยรู้จักมาในชีวิต แต่งงานกับผมนะ"
ฮันนาห์มองหน้าผม  สังเกตุได้เลยว่าเธอซาบซึ้ง นัยน์ตามีน้ำใส ๆ เอ่อขึ้น
"โอ้ แมธธิวค่ะ....  ฉันก็รักคุณ รักมานานแล้วรู้มั้ย !!" เธอตอบด้วยเสียงสะอื้น พลางพูดต่อ
"ฉันหวังได้ยินคุณพูดคำนี้ตั้งนานแล้ว ทำไมเพิ่งพูดเอาป่านนี้ละคะ"
"คุณยังไม่ได้ตอบคำถามผม.... ฮันนาห์" วินาทีนั้นผมตระหนักทันที ความหวังที่เธอเฝ้ารอ คือต้องการมีชีวิตคู่ร่วมกับผม...
"ตกลงค่ะ ฉันรักคุณ...... รู้มั้ย สิ่งที่ทำให้ฉันตัดสินใจอยากอยู่กับคุณชั่วนิรันดร์....  รอยยิ้มคุณไง" ฮันนาห์พูดพร้อมยิ้มสะอึกสะอื้น


ฮันนาห์เปิดกล่องเล็ก ๆ ที่ผมยื่นให้ ในนั้นมีแหวนซัพไฟท์สีน้ำเงิน ผมค่อย ๆ หยิบและสวมมันไว้ที่นิ้วนางซ้ายของเธอ
"หลวมนิดหน่อยนะคะ" ฮันนาห์กล่าว" นี่ ไซส์ 58 แน่ ๆ ฉันใส่ไซส์ 56" เธอยิ้มอย่างเขินอาย
"แย่จริง เดี๋ยวตอนเช้าเราไปปรับขนาดที่ร้านจิวเวลรี่ โอเคมั้ย" ผมหยุดนิดนึงและเอ่ย
"ฮันนาห์ ผมจะเรียนรู้ที่จะรู้จักคุณให้มากกว่านี้ และจะเรียนรู้ที่จะรักคุณให้มากกว่านี้ด้วย"


จากนั้นผมล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบแหวนให้เธอดูอีกวง "นี่ เป็นแหวนคู่นะ"
มันเป็นแหวนซัฟไฟท์เหมือนกัน ขนาดใหญ่กว่า สำหรับใส่นิ้วมือผู้ชาย
"งั้นเราแลกแหวนกันนะคะ คุณนำแหวนฉันไปซ่อม ส่วนฉันจะเก็บแหวนคุณไว้ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย เราจะสวมมันพร้อมกันที่นี่อีกครั้ง "เธอกล่าว
"เป็นความคิดที่ไม่เลวนี่" ผมว่า
"ค่ะ เมื่อถึงเวลานั้นเราจะมาดูดวงทิตย์ขึ้นที่ชายหาดนี้ ฉันชอบแสงสีกุหลาบยามเช้าของพระอาทิตย์  จากนั้นเราก็ว่ายน้ำทะเล ตกเย็นปิ้งบาบีคิวพร้อมดื่มไวน์แดง  พอกลางคืน เราทั้งคู่จะนอนโอบกอดกันมองดูท้องฟ้ายามราตรีบนเรือยอรชน์"
"ฮันนาห์....."
"ค่ะ ?"
"คุณนี่โรแมนติดมากกว่าที่ผมคิดอีกนะ" ผมยิ้มให้เธอ และพูดต่อ
"จดจำช่วงเวลาวันนี้ไว้นะ เพราะวันนึงมันจะจากไป และเราจะต้องการมันกลับมา"
"ค่ะ"  ฮันนาห์ยิ้มรับ พยักหน้าเชิงเห็นด้วย



หลังจากนั้นเราทั้งคู่นอนคุยกัน มองท้องฟ้ายามค่ำคืนจนเผลอหลับไป รู้ตัวอีกที เมื่อฝนตกลงบนแก้มผม เรือถูกน้ำพัดออกมานอกชายฝั่ง ผมมั่นใจว่าผูกเรือแล้ว แต่เชือกมันคงลื่นหลุดจากไอ้ที่ใช้เกี่ยวเรือ มีพายุเกิดขึ้น ฝนเริ่มตกอย่างหนัก คลื่นลมรุนแรงมาก......   ผมมองหาฮันนาห์
"คุณอยู่ใหนนะ ฮันนาห์" ผมตะโกนถามออกไป
"ฉันอยู่ที่นี่ค่ะ" เธอตะโกนตอบกลับ ผมเดินเข้าไปในห้องคนขับ เธอกำลังหมุนวิทยุติดต่อคน
"ฉันใช้วิทยุติดต่อยามชายฝั่ง พยายามแจ้งที่อยู่ของเรานะคะ แต่ไม่มีสัญญาณอะไรเลย" ฮันนาห์พูดอย่างร้อนใจ
"บ้าน่า !!...." ผมว่า "นี่มันเกิดอะไรขึ้น !! ไหนกรมอุตุบอกว่า คืนนี้อากาศดีไง"
"คุณไม่ได้ถอดสมอเรือทิ้งไว้เหรอคะ ?" ฮันนาห์ถามอย่างแปลกใจ
"ปกติผมก็ทำนั่นแหละ แต่มันชอบไปติดโขนหินใต้ทะเล จนดึงไม่ขึ้นบ่อย ๆ คืนนี้ก็เลยผูกเชือกเอาไว้"
 ผมพูดอย่างสำนึกผิด ชั่วขณะนั้นเรือเอียง โยกอย่างบ้าครั่ง ฮันนาห์ก้มลงไปเปิดตู้เล็ก ๆ ในชั้นเก็บของอย่างรีบร้อน มีเสื้อชูชีพสีส้มพับเรียบร้อย 4 ตัว เราทั้งคู่รีบสวม !! ....การโยกโยนของตัวเรือ ทำให้ผมรู้สึกปั่นป่วน.... ผมถามขณะใส่ชุด

"คุณว่ายน้ำเป็นมั้ยฮันนาห์ ?"
"เป็นค่ะ แต่ฉันไม่เคยว่าย...ขณะที่คลื่นลมบ้าครั่งอย่างนี้" เธอกล่าวด้วยเสียงร้อนรน
"ผมก็เหมือนกัน" ผมว่า ทันใดนั้น น้ำทะลักผ่านกระจกที่เริ่มปริแตกเข้ามา พื้นห้องเริ่มมีน้ำเอ่อล้นเรื่อย ๆ ผมจูงมือฮันนาห์วิ่งออกจากห้องคนขับ "เราต้องสละเรือ !!!" ผมบอก
เรือเริ่มเอียงวูบ ผมจับหัวไหล่ฮันนาห์ประคองตัวไว้ ไม่ให้หล่น....
"แมทธิว.... ฉันกลัวคะ"
"ไม่ต้องกลัวนะ" ผมปลอบเธอ จ้องมองลึกลงไปยังดวงตาสีฟ้าครามราวกับน้ำทะเล "ชีวิตที่กลัว ก็เหมือนใช้ชีวิตเพียงครึ่งเดียว !!"
ผมจับมือเธอ สังเกตุเห็นว่าเธอบีบนิ้วมือผมแน่น เราวิ่งไปที่ส่วนท้ายเรือยอชน์ ขณะที่กำลังจะโดดลงจากเรือ ทันใดนั้นฮันนาห์ร้องขึ้นมาว่า "แหวนคะ แหวนหายไป !!......." เราทั้งคู่กวาดสายตามองไปยังรอบ ๆ บริเวณเรือ

"มันคงจะหล่นตอนที่ฉันหยิบเสื้อชูชีพให้คุณแน่เลย ฉันต้องกลับไปเอา"
"อย่านะ ฮันนาห์ !!" ผมว่า "ผมจะไปเอาให้เอง"
"ไม่ดีกว่า ฉันต้องไป มันเป็นแหวนที่อยู่ในความรับผิดชอบของฉันนะคะ"
"แต่.....!! " ฮันนาห์ไม่ฟังผม เธอสะบัดข้อมือ จนนิ้วเลื่อนหลุดจากมือที่ผมกำไว้ ผมพยายามจะคว้า  แต่เธอรีบจ้ำอ้าววิ่งกลับไป
"คุณต้องรีบออกมานะ สัญญานะ !!! ว่าคุณจะต้องรีบออกมา โอเคมั้ย !!!!" ผมตะโกนบอกเธอ
"ค่ะ ฉันจะรีบออกมา สัญญาค่ะ !!" เธอวิ่งเข้าไปในห้องคนขับ



พายุเริ่มรุนแรงขึ้น มีเสียงฟ้าผ่าดังกึกก้อง สายฝนสาดกระหน่ำลงมาไม่หยุดยั้ง ทันใดนั้นคลื่นลูกโตซัดเข้าใส่ตัวผม จนกระเด็นลงจากเรือ ผมตกลงไปในทะเล สำลักน้ำเข้าไป ขณะที่ตะเกียกตะกายโผล่พ้นผิวน้ำสุดชีวิต !!

ผมมองเห็นเรือกำลังจม มันจมเร็วมาก !!! ผมพยายามเพ่งสายตาฝ่าสายฝน โดยใช้เพียงแสงจันทร์ที่ทอดส่องพื้นทะเล ผมเห็นฮันนาห์พยายามพังประตูจากในห้องคนขับ แต่ทำไม่ได้ !! น้ำทะเลด้านนอกไหลทะลักเข้ามารุนแรง สาดกระแทกร่างเธอผลักห่างจากประตู ส่วนเสื้อชูชีพก็ดันตัวเธอให้ลอยขึ้น ๆ  ในขณะที่เรือกำลังจมลงเรื่อย ๆ เธอก็ลอยสวนทางกับแรงโน้มถ่วง !!! ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อิสระ !!
เธอโดนแรงดำน้ำพุ่งปะทะร่างกาย ไม่มีโอกาสแหวกว่ายฝ่ากระแสน้ำเลย.....น้ำได้พัดเธอลอยไปติดกำแพงท้ายห้อง !!!

สมองผมรู้ดีว่า เรือกำลังจมสู่ก้นทะเลอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้แล้ว ผมพยายามว่ายไปให้ใกล้เรืออย่างเร็วที่สุด  คลื่นลูกใหญ่ก็ม้วนตัวสูง ตีผมจมลงใปใต้น้ำอีก ครั้นพอโผล่พ้นน้ำ ผมก็ตะโกนเต็มเสียง "ฮันนาห์ !!! คุณปลอดภัยไหม ฮันนาห์ !!! คุณอยู่ที่ใหน !!!!!!!!"
ท้องฟ้าไม่ได้เป็นใจเลย ฝนเทกระหน่ำลงมาราวกับจะท่วมโลก ในท่ามกลางแสงดาวและเดือนนั่น  ผมเห็นเรือได้ไม่ชัดมาก วินาทีนั้นสิ่งเดียวที่เห็นได้ชัดเจน มีเพียงคลื่นลูกใหญ่สูงราวกับตึก !! มันอยู่เหนือหัวผมอย่างฉับพลัน เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก จิตสำนึกผมได้แต่ตกตะลึง คลื่นได้ม้วนตัวเข้าใส่เรืออย่างไร้เมตตา !!!!!!!!..... สิ่งสุดท้ายที่ผมเห็น คือเรือพลิกคว่ำ......



คลื่นลมสงบลงมาก ผมรอดตาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเวลาผ่านไปมากน้อยแค่ใหน ผมเคยสงสัย.... ระหว่างกลางวันกับกลางคืน อะไรยาวนานกว่ากัน.... แต่นี่เป็นราตรีแรกที่รู้สึกว่า กลางคืนช่างยาวนาน....
คืนนี้ควรจะเป็นค่ำคืนที่โรแมนติค แต่ผมกลับต้องเผชิญความเจ็บปวดที่ช่างไม่โรแมนติคเอาเสียเลย..... ความสุข  ความเศร้า ความรัก  ความฝัน ความสะพรึงกลัว !!!! ประดังเข้าในคืนนี้  มันทำร้ายกันเกินไป !!!

ผมมองออกไปกลางมหาสมุทร เวิ้งว้าง มีแต่เกลียวคลื่น สุดลูกหูลูกตา ผมไม่รู้ว่าจะว่ายไปทางใหน ความท้อแท้เกิดขึ้นในหัวใจ เริ่มหมดหนทาง..... "นี่จะต้องตายอยู่กลางทะเลเหรอเนี่ย" ผมพูด
สมองตื้อไปหมด ผมรู้ดี เรือจมลงสู่ก้นทะเล และเมื่อคิดไปถึงฮันนาห์..... รู้สึกทรมานหัวใจ
"ถ้าหาก.....กำมือเธอให้แน่นกว่านี้ก็คงจะ... !!!" ผมโกรธเคืองตัวเอง
"มือขวาข้างนี้ไขว่คว้ามาได้ทุกอย่าง !!! แต่ !! ....กลับเอื้อมไปไม่ถึงคนที่สำคัญที่สุด !!!" ผมพูดอย่างเจ็บใจ
ในหัวผมยังจำรอยยิ้มสุดท้ายของเธอได้  แต่วินาทีนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส..... ตลอดชีวิตที่เติบโตขึ้นมา ผมผ่านพบเรื่องร้าวใจมาสารพัน ครั้งนี้ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าจะรับมันอีกไหวมั้ย.....


"ตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือแล้ว.... เหลือแต่ความตายสถาณเดียว !!" ผมบอกตัวเองด้วยเสียงสะอื้น ทันใดนั้นนิ้วมือพลางไปสะดุดกับของสิ่งหนึ่งที่อยู่ในกระเป๋ากางเกง..... ผมค่อย ๆ ล้วงหยิบมันขึ้นมา....
"อ้าว...... ยังเหลือแหวนที่อยู่นี่นะ.....ใช่แล้ว !!" ผมหยุดนิดนึง
"ต้องนำแหวนกลับไป !!!" สายตาผมเหลือบมองไปยังทะเล มันไม่มีที่สื้นสุด...... ผมไม่รู้หรอกฝั่งอยู่ตรงใหน ผมมองไปขึ้นบนฟ้า พยายามหากลุ่มดาวค้างค้าว หรือ กลุ่มดาวหมีใหญ่ เพื่อจะได้ระบุตำแหน่งทิศทาง แต่ให้ตายเถอะ !! เวลานี้กลับมองอะไรไม่ออกเลย !!! แต่ถึงอย่างไร..... ผมก็พยายามว่ายน้ำไป

ผ่านไปแล้ว 1 วัน ไม่มีวีแววว่าใกล้ชายฝั่ง เรือสักลำก็ไม่โผล่มาให้เห็น ความหิวและกระหายน้ำเล่นงานจนรู้สึกท้อแท้ แต่พอกำแหวนที่อยู่ในมือ พละกำลังของผมกลับฟื้นขึ้นอีกครั้ง !
"ไม่ว่าอย่างไร ต้องกลับไป !!! นี่คือสัญญาสุดท้ายที่เหลืออยู่ระหว่างเรา !!!!" ผมพูดพลางกัดฟัน ปากสั่นระรัว
"เพราะจากนี้ไป !! จะไม่มีสัญญาใหม่ ๆ ระหว่างเราเกิดขึ้นอีกแล้ว !!"
วินาทีนั้น เจตจำนงได้เปลี่ยนเป็นแรงผลักดันทุกสรรพสิ่ง.....



คืนวันที่ 2 หลังจากว่ายได้สักพัก ผมหยุดพัก รู้สึกว่ามาได้ไกลพอดู แต่ก็เหมือนไม่ไปใหนเลย ผมพยายามทำใจดีสู้เสือ ทะเลไม่มีคลื่นลมแบบนี้ นับว่ายังโชคดี ผมแหงนหน้ามองไปบนฟากฟ้า ท้องฟ้าคืนนี้ดูเศร้าจริง ๆ ทันใดนั้น มีดวงดาวร่วงตกลงมา......
"สวรรค์ฟังผมที คืนนี้ผมอยากขอพร 3 ข้อ" ผมเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
"ข้อแรก ขอให้ผมรอดไปจากที่นี่ หากผมรอดไปจากที่นี่
ข้อสอง !!  ผมจะตามหาฮันนาห์ ไม่ว่าเธอจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร
และข้อสุดท้าย............."
ผมต้องลุ้นไปกับตัวเองว่าจะเปลี่ยนชะตาชีวิตได้หรือไม่



คืนวันที่ 3 ผมยังลอยคออยู่กลางทะเล  หิวก็หิว คอก็แห้งผาก หนาว... แล้วก็หวาดกลัว  ผมมองขึ้นไปเบื้องบน
"ชาติที่แล้วผมทำความผิดอะไรร้ายแรงนักหนาเหรอ !!" ผมกล่าวโทษสวรรค์
"ทำไมชาตินี้ !! ถึงต้องมาทนทุกข์ทรมานอยู่กลางทะเลแบบนี้ด้วย !!!" ผมพูดด้วยความขุ่นเคือง
จากนั้นผมกำแหวนอย่างแนบแน่นในฝ่ามือ
"ผมจะไม่ยอมตายหรอกนะ.....  จะไม่ยอมให้ตัวเองต้องตายในทะเลที่ทั้งมืดทั้งเย็นหรอก !!!"

พริบตานั้นผมสังเกตุเห็นว่า ใกล้ ๆ เส้นขอบฟ้า..... ไม่มีดาว !! เหมือนมีอะไรมาบดบัง..... เป็นแนวยาวด้วย  "นั่นมัน....... หรือว่า.... ภูเขา ?"  ผมพูดพลางสงสัยระคนตกใจ หัวใจเต้นเป็นเสียงกลอง
"ทางนั้นต้องเป็นแผ่นดินแน่ !!"  ตอนนี้ผมรู้แล้วต้องว่ายไปทางใหน การมองเห็นผืนแผ่นดิน ช่วยให้เกิดแรงจูงใจพร้อมจุดมุ่งหมาย...
ผมไม่รู้หรอกว่าไกลกี่กิโล ผมว่ายไปจนกระทั่งเกือบถึงรุ่งเช้าวันที่ 4  ระหว่างนั้นเรือประมงผ่านมาพบ จึงรอดชีวิตได้อย่างปาฎิหารย์..... ผมคอยอยู่กลางทะเลนาน 3 วันเต็มโดยไม่มี อาหาร น้ำดื่ม หรือกระทั่งร่มบังแดด.....



ผมนอนแซ่วที่โรงพยาบาลครึ่งวัน พอได้สติจากอาการฟื้นตัว ผมขอยืมเรือประมง ขับออกไปในทะเล ตามหาฮันนาห์เป็นเวลา 3 วันกินไม่ได้นอนไม่หลับ....  2 วันจากนั้น เจ้าหน้าที่พยายามกู้ซากเรือ แต่ไม่มีใครหาเรือพบ เรือได้ถูกทะเลกลืนหายไป ไม่มีใครพบศพฮันนาห์......

สองสัปดาห์หลังจากผ่านพ้นความตาย ผมลืมเธอไม่ลง ยังคิดถึงเธอ เฝ้าแต่เพ้อว่าตอนนี้เธออยู่ที่ใหน เป็นอะไรมากหรือเปล่า จิตใจผมไม่สงบลงเลย ตั้งแต่ละครชีวิตฉากนั้น....
ผมอยากตื่นขึ้นมาอีกทีเป็นคืนในวันแต่งงานของเรา แต่รู้ดีว่า ไม่มีทางเกิดขึ้น.....

ฮันนาห์สอนผมหลายอย่าง เธอเคยบอกว่า ความรักจะลึกล้ำเมื่อเราพรากจาก มันเป็นความจริงอย่างที่สุด ผมสำนึกในเวลานี้เอง.... เมื่อไหร่ก็ตามที่คนเรารักหายไปจากชีวิต..... เราจะเริ่มคิดถึงคน ๆ นั้น.......
ผมแวะไปที่มูลนิธิที่ก่อตั้ง เจ้าชาคัสกับลูกของมัน เข้ามาคลอเคลียขาผม ผมรู้ว่าพวกมันคิดถึงฮันนาห์มากพอ ๆ กับผม  ขณะนั้นเวลาเย็นมากแล้ว มีเมฆสีม่วงจาง ๆ พระอาทิตย์กำลังตกดิน  ผมหยิบพลอยโอปอลที่ช่วยชีวิตผมวงนั้นออกมาดู ตอนนี้ซ่อมเรียบร้อยแล้ว  ไซด์ของแหวนพอดีกับนิ้วนางซ้ายของฮันนาห์ สีของพลอย ชั่วชณะนั้นเอง พลอยโอปอลเปล่งแสงเหลือบสีเขียว สีกุหลาบและสีส้ม สว่างเจิดจร้ายิ่งกว่าสายรุ้ง ยามต้องแสงอาทิตย์ตกดินที่รวยริน 

"โลกใบนี้ยังมีสิ่งสวยงามอีกมากเหลือเกิน เสียดายที่คุณไม่มีโอกาสได้เห็น....." ผมว่า พลางเฝ้ามองแหวนโอปอล์วงนั้น

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

DS 1 | กระเป๋าสตางค์ของเจมมี่


DS 1 | กระเป๋าสตางค์ของเจมมี่

เหลืออีกสองอาทิตย์เข้าสู่ปีใหม่ อากาศเริ่มหนาวขึ้นเรื่อย ๆ บางวันก็มีหิมะตก คืนวันศุกร์นี้ยุ่งมากทีเดียว ฉันเข้าเวรกะดึกแผนกผู้ป่วยนอก ต้องทำงานถึงเช้า....  ฉันเดินผ่านแผนกฉุกเฉินและอุบัติเหตุ ก้าวเท้ายาว ๆ หนีความอึกทึก ตั้งใจออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกเงียบเฉียบสักระยะ

จมูกฉันแสบอีกแล้ว ไม่ว่าอย่างไร... ก็ยังไม่ชินกลิ่นยาฆ่าเชื้อโรงพยาบาลเสียที.....

ฉันเดินถึงห้องโถง พยาบาล ผู้ช่วยวิ่งวุ่นกันยุ่ง ค่ำนี้ก็เหมือนเมื่อวาน และคงเหมือนพรุ่งนี้ โรงพยาบาล UCLA มักมีผู้ป่วยฉุกเฉินเข้ามารอบดึกเสมอ... ระหว่างนั้น พยาบาล 2-3 คน เข็นผู้ป่วยสวนทางเดินผ่านฉันไป วินาทีนั้นฉันเหลือบมองไปที่รถเข็นนอน... เสื้อผู้ป่วยรายนั้นชุ่มโชกไปด้วยเลือด

ฉันไม่ทันเห็นหน้าค่าตา เพราะทุกคนเคลื่อนไหวชลมุนวุ่นวาย ขณะที่พยาบาลเข็นรถเข้าห้องฉุกเฉินในชั่วโมงเร่งด่วน กระเป๋าสตางค์คนเจ็บรายนั้น ได้หล่นดัง ตุ๊บ....  กระทบรองเท้าฉัน มันเป็นกระเป๋าแบรนด์ลาคอส หนังแท้สีน้ำตาลอ่อน ทรงยาว มีซิป และมีเงิน 3 ดอลลาร์กระเด็นออกมา... ฉันก้มลงหยิบขึ้น รู้สึกแปลกใจนิดหน่อย เพราะมันเหมือนกระเป๋าที่ฉันซื้อให้น้องชาย.... ฉันจำรูปทรงได้เพราะเลือกเอง  นิ้วมือฉันค่อย ๆ คลี่เปิดออกช้า ๆ  สายตาเลื่อนไปตรงบัตรประจำตัว ฉันเห็นรูปของ เจมมี่.......






เจมมี่เป็นน้องชายฉัน เขาอายุ 17 ผมสีน้ำตาล นัยน์ตาสีดำ ใบหน้าฉายแววกล้าแกร่ง แต่ดูอ่อนโยน ปีหน้าเขาจะเข้ามหาลัย ส่วนฉันแก่กว่าเขา 8 ปี...... แม่มีฉันตั้งแต่อายุ 18 ทำให้ไม่ได้เรียนต่อ..... ตั้งแต่พ่อทิ้งไปเมื่อ 11 ปีก่อน เราเหลือกันสามคน มี ฉัน แม่ และเจมมี่....

ตลอดเวลาที่เติบโตขึ้นมา ฉันเห็นแม่ทำงานหนักเพื่อเราทั้งคู่ ฉันจึงตั้งใจเรียน จนได้รับทุนไปต่อมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จากนั้นจบเอกพยาบาลนานาชาติ เป็นที 1 ของรุ่น และได้เข้าทำงานในโรงพยาบาลดีที่สุดของประเทศ
เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตฉัน หมดไปกับงาน.... ฉันเป็นพยาบาลมาครบ 6 เดือนแล้ว โรงพยาบาล UCLA แห่งนี้กว้างใหญ่ มีร้านรวงต่าง ๆ เช่น ร้านกาแฟ ร้านหนังสือ ร้านอาหาร  ฉันไม่เบื่อเลยเพราะรักงานที่ทำ รักการบริการ  ฉันชอบช่วยเหลือคนและสัตว์ที่เจ็บป่วย....

ฉันค่อย ๆ ปิดกระเป๋าสตางค์ลงในมือขวา.... ความทรงจำได้ถอยกลับไปเมื่อ 3 เดือนก่อน.... คืนนั้นกระเป๋าก็อยู่ในมือข้างนี้ แต่ห่อด้วยกระดาษของขวัญ...  ราตรีนั้นเป็นวันเกิดครอบรอบ 17 ปีของเขา เมื่อเจมมี่ถึงหน้าบ้าน 21:35 น. เขาเพิ่งกลับจากฉลองกับเพื่อน ๆ ในวง  ฉันกับแม่ตั้งใจเซอร์ไพรส์เขาในห้องนั่งเล่น


เมื่อเจมมี่เปิดประตูเข้ามา เขาวางกีตาร์ลง เอื้อมมือเปิดไฟห้องนั่งเล่น ทันทีที่ไฟสว่าง ฉันกับแม่ก็ยิงพลุกระดาษใส่ !!
"สุขสันต์วันเกิดเจมมี่ !!!" ฉันและแม่เอ่ยพร้อมกันอย่างร่าเริง
เจมมี่สะดุ้งตกใจ เขามองไปรอบ ๆ ...ห้องเต็มไปด้วย ธงประดับ สายรุ้ง และป้ายแบนเนอร์ปาร์ตี้วันเกิด ห้อยระโยงระยา
"ผมนึกว่าแม่กับพี่ ต้องทำงานคืนนี้ซะอีก" เขาพูด
"ตารางงานพี่เปลี่ยน ทำรอบเช้าตั้งแต่สุดสัปดาห์นี้" ฉันว่า
"แล้วแม่ล่ะฮะ ?" เขาหันไปมองแม่
"แม่ก็ลางานนะสิจ๊ะ วันเกิดลูกทั้งที คนเป็นแม่พลาดไม่ได้หรอก"
"เอ้านี้"  ฉันยื่นห่อกระดาษถุง ลายมิกกี้เมาส์ให้เขา
ส่วนแม่เดินเข้าไปในห้องครัว เตรียมยกเค้กออกมา........
"ลองแกะดูสิ" ฉันว่า เจมมีรีบแกะห่อของขวัญออกอย่างรวดเร็ว
"โอ้โห !! นี่มัน...กระเป๋าสตางค์แบรนด์ลาคอสนี่นา !!" เขาก้มมองกระเป๋า  นัยน์ตาเป็นประกาย
"พี่รู้ว่าเธอชอบ แบรนด์นี้"
"แต่มันแพงไม่ใช่เหรอฮะ... ผมรู้ว่าพี่ชอบเก็บเงินจะตาย พี่น่ะไม่ชอบใช้จ่ายซื้อของฟุ่มเฟือยแบบนี้"
"ช่างมันเถอะ ถือเป็นของขวัญไง เอ้าไปกินเค้กกัน "

เราเดินไปนั่งโซฟากลางห้องนั่งเล่น บนโต๊ะมีเค้กก้อนใหญ่วางอยู่ ตัวเค้กเป็นขนมปังนุ่มช๊อคโกแลตคลาสสิค มีความเหนียวข้นของมูสกราเซ่ ข้างในประกอบด้วย คราเมลช็องตีนุ่มฟู ข้างบนเคลือบน้ำหวานองุ่น มีสตรอเบอรี่ 8 ลูก แต่ละลูกนำความอิ่มเอมมาให้ทั้งที่ลิ้นและที่ใจ เรียกได้ว่าเค้กนี้ เป็นของหวานที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ และรสสัมผัสที่แตกต่าง

ฉัน แม่ และเจมมี่ สนุกสนานอย่างรื่นเริง มีเป่าเทียน ถ่ายรูป ร้องเพลง เราพูดคุย หัวเราะเบิกบาน แม้กระทั่งเรื่องตลกฝืด พวกเรายังพลอยหัวเราะไปด้วยกัน....

งานเลี้ยงเลิก เมื่อเวลา 23:10 น. เจมมี่ขึ้นห้องนอน ฉันเดินเข้าไปช่วยแม่ล้างจานในห้องครัว
"เค้กที่แม่ทำ หวานอร่อยมากเลยนะคะ" ฉันว่า
แม่ยิ้มที่มุมปาก... สีหน้าปิติยินดี
"ก็ลูกเล่นใส่น้ำตาลลงไปตั้งเยอะนะ ดอวน์นี่"  แม่พูดบ้าง
"แหม.... ก็เจมมี่ เขาชอบกินของหวาน ๆ นี่ค่ะ " ฉันท้วง
เราทั้งคู่หัวเราะเบา ๆ

"น้องดีใจน่าดู กับกระเป๋าสตางค์ใบนั้น แม่ไม่ได้เห็นน้องยิ้มร่าเริงแบบนั้น ตั้งนานแล้ว" แม่พูดขึ้น
"แค่ของเล็กน้อยค่ะแม่" ฉันว่า
"งานเป็นยังไงมั่งดอว์นนี่" แม่ถาม
"ก็เรื่อย ๆ ค่ะ"
"แล้วหนุ่ม ๆ ที่นั่นเป็นยังไงบ้าง ?" แม่ถามอีก
"ก็นิสัยดีค่ะ ทำไมเหรอ ?" ฉันแปลกใจ ลังเลที่จะตอบแม่...
"ใช่... แต่อาจมีคนนึง ที่ดีกว่าคนอื่นอยู่สักหน่อยนึง....... ใช่มั้ย ?" แม่กระเซ้ากระซี้
"โธ่..... แม่ค่ะ นี่เรื่องส่วนตัวนะ" ฉันต่อว่า... เรายิ้มให้กัน เป็นยิ้มที่แสดงถึงความเข้าอกเข้าใจของผู้หญิงสองคน ที่ปราถนาจะช่วยเหลือกันและกันเสมือนเพื่อน
"เรื่องระหว่างลูกกับแม่ ไม่ควรมีส่วนตัวนะ" แม่พูด หยุดนิดนึง "ดอวน์ ลูกบอกแม่ได้ทุกเรื่องนะ"
"ค่ะแม่" ฉันพยักหน้ารับ
"พรุ่งนี้ลูกมีงานเช้านี่  รีบไปนอนเถอะไป๊ ที่เหลือแม่จะล้างชามเอง"

ฉันขึ้นบันได ห้องของฉันอยู่ถัดจากเจมมี่ด้านซ้ายมือ  มีแสงไฟลอดใต้ประตูห้องเขา ครั้งแรกฉันคิดว่า เจมมี่คงหลับและลืมปิดไฟ แต่เมื่อฉันก้าวเดินผ่าน เขาได้ยินเสียงฝีเท้าฉัน เปิดประตูห้องออกมา เขายิ้มให้ฉันด้วยมุมปาก รอยยิ้มเป็นพิมพ์เดียวกับแม่เลย.....
"พี่ฮะ ขอบคุณนะครับสำหรับของขวัญ ผมจะใช้มันอย่างดี......"
ฉันยิ้มตอบ..... "กู๊ดไนท์เจมมี่"
"กู๊ดไนท์ฮะพี่......"







ห้องฉุกเฉิน มีกลิ่นแอลกอฮอล์ ยาฆ่าเชื้อ น้ำยาล้างแผล ฉุนมาก  ฉันเปิดประตูเข้าไป.....
"หมอ..... นั่นน้องชายฉันค่ะ !!!" ฉันพูดอย่างตื่นตระหนก แพทย์ ผู้ช่วยพยาบาล 3-4 คนหันมามองหน้าฉัน......
"อย่าหยุดมือ !!" คุณหมอวิคเตอร์ออกคำสั่ง พลางก้าวเดินมาหาฉัน เขาอายุ 56 ผมสีเทาเริ่มมีหงอก รูปร่างอ้วน เขาเป็นหมอศัลยแพทย์ที่เก่ง ทุกคนในโรงพยาบาลต่างให้ความเคารพมาก  เขาพูดขึ้นช้า ๆ "นั่นน้องชายเธอเหรอ...."
"ค่ะ !  เจมมี่อาการเป็นยังไงบ้างค่ะ ?"
"สาหัสทีเดียว เขาถูกรถชน..... กระดูกขา และเท้าสองข้างหัก  สะโพกกับไหล่เคลื่อน มีแผลที่ผนังช่องอก การกระแทกรุนแรงมาก ทำให้กระดูกซีโครงหัก 4 แห่ง หมอสันนิษฐานว่า ไตและม้ามแตกด้วย.... ตอนนี้ทีมแพทย์ที่เก่งที่สุดช่วยกันผ่าตัดอย่างสุดความสามารถ..."

ฉันหน้าถอดสีขึ้นทันที พลางร้องถาม
"เจมมี่จะไม่ตายใช่มั้ยค่ะ !!.... หมอช่วยเขาได้ใช่มั้ย !?" ฉันพูดอย่างกระวนกระวาย
"เรื่องนั้น...." หมอหยุดนิดนึง "ความเป็นไปได้ในการรอดชีวิตยังไม่แน่นอน  หมอไม่สามารถให้คำตอบในเวลานี้" หมอวิคเตอร์ไม่สบตาฉัน.... เขาหันหน้าไปทางเจมมี่
"หมอรับปากกับหนูสิค่ะ !!! ...... ได้โปรดเถอะค่ะ !! บอกสิค่ะ ! หนูอยากได้ยิน !!!....." ฉันอ้อนวอน
"ดอวน์นี่....." คุณหมอพูดอย่างเห็นใจ
ขณะนั้น ทีมแพทย์พูดขึ้น "หมอครับ ชีพจรเต้นช้าลง !!......"
ฉันตะโกนสุดเสียงออกไปทันที "เจมมี่ !!! เธออย่าเพิ่งไปนะ !!! อดทนไว้ก่อน !!...... จะตายไม่ได้นะ !!! อย่ายอมแพ้นะเจมมี่ !!!!"
คุณหมอจับหัวไหล่ฉัน "ดอว์นนี่ ออกไปรอข้างนอกก่อนเถอะนะ ปล่อยให้หมอทำหน้าที่ของตัวเองให้เสร็จก่อน"

การผ่าตัดกินเวลายาวนาน.... ฉันจ้องมองนาฬิกาข้อมือ มันบอกเวลา 23:30 น.  ฉันนั่งรออยู่ในห้องโถงของแผนกฉุกเฉิน ที่นี่มีหนังสือ และโทรทัศน์ก็กำลังฉายข่าว เกี่ยวกับรถชนแล้วหนีในคืนนี้  ทีวีได้ฉายภาพจากกล้องวงจรปิด ฉันได้เห็นภาพวินาทีเฉือดเฉือนหัวใจ.... รถเก๋งสีแดงคันนั้น ได้ขับแซงรถแวนคันเล็กซึ่งแล่นช้า ทำให้ขับกินทางสวนเลนออกไปมาก วินาทีนั้นรถบรรทุกก็วิ่งสวนมา รถเก๋งได้หักหลบอย่างรวดเร็ว วิ่งพุ่งไปบนทางเท้า ชนปะทะร่างของเจมมี่ กระเด็นไปที่ถนน !! หลังจากนั้นคนขับไม่แม้แต่จะลงมาดู  กลับพยายามถอยรถหนี จนทับเจมมี่อีกครั้ง !!! ใจฉันสั่นระรัว เมื่อมองภาพที่ปรากฏต่อสายตา.......

ข่าวบอกว่าคนขับรถยนต์คันนั้นเป็นเด็กหนุ่มอายุ 15 เมา แอบขโมยกุญแจรถพ่อตัวเองมา ฉันไม่ได้สนใจฟังข่าวต่อจากนั้นเลย....  รู้สึกโกรธแค้นคนขับเหลือเกิน....
ฉันภาวนาให้เจมมี่ปลอดภัย ฉันนึกไปถึงพระเจ้า บาทหลวงเคยบอกว่า ท่านอยู่กับเราเสมอ..... ถ้าพระเจ้าอยู่ในทุก ๆ ที่ ฉันก็เชื่อว่าพระองค์อยู่ในห้องนี้กับฉัน "ได้โปรดเถอะคะ ช่วยเจมมี่ด้วย อย่าให้เขาตายเลยนะคะ"
สิ่งเดียวในโลกที่ฉันทำได้เวลานี้ คือสวดวิงวอน

หัวหน้าพยาบาลเดินมาหาฉัน เธอมีผมสีน้ำผึ้ง ดวงตาสีน้ำตาลอ่อน เธอมีตาที่สวย แต่ชอบใส่แว่นกรอบสีขาวบดบัง เธอเคยเห็นเจมมี่มาหาฉันที่โรงพยาบาลบ่อยครั้ง

"ฉันเพิ่งคุยกับหมอวิคเตอร์" หัวหน้าพยาบาลพูดขึ้น "เสียใจด้วยนะ เรื่องน้องชาย...." เธอพูดอย่างจริงใจ ปลอบด้วยน้ำเสียงลึกซึ้ง อ่อนโยน แบบที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน
ฉันนั่งไหล่คู้ด้วยความทุกข์ทรมาน นัยน์ตาเหมื่อมองไปข้างหน้าอย่างไรจุดหมาย "ค่ะ" ฉันตอบโดยไม่มองหน้าเธอ
"หน้าสีซีดเชียวนะ ดอว์นนี่"
ฉันเงยหน้าขึ้นจ้องมองแววตาเธอ ใบหน้าฉันเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น "แสงไฟนะคะ มันไม่เคยทำให้ใบหน้าใครดูมีเลือดฝาด" ฉันพูด
"คืนนี้ไม่ต้องทำงานหรอก ฉันให้เธอหยุดวันนี้ " 
"แต่ว่า....."
"ไม่มีประโยชน์หรอก ที่จะต้องทำงานในขณะที่จิตใจกำลังแย่ ไปพักเถอะ ไปดูอาการน้อง ที่เหลือเดี๋ยวฉันจัดการให้" หัวหน้าพยาบาลพูดอย่างเห็นอกเห็นใจ
ฉันพยักหน้ารับ "ขอบคุณค่ะ......."

"โธ่... ดอว์นนี่..... อย่าขอบคุณฉันเลย..... ฉันมั่นใจว่าถ้าบทบาทเราสลับกัน เธอก็ต้องทำแบบนี้เหมือนกัน.... ฉันอยากทำประโยชน์อะไรให้เธอเพิ่มอีกเหลือเกิน....
"จริงสิ ! อยากจะจิบอะไรสักหน่อยมั้ย ?" หัวหน้าพยาบาลถาม น้ำเสียงเธอห่วงใยฉันจริง ๆ
"ไม่ค่ะ........ ฉันดื่มอะไรไม่ลง" ฉันตอบด้วยเสียงที่ไร้ความรู้สึก
"ฉันทิ้งเธอไว้คนเดียวได้นะ" หัวหน้าพยาบาลถามอีก เธอจ้องฉันลอดแว่นตาอย่างอ่อนโยน
"ได้ค่ะ  ขอบคุณ......." ฉันพูดเสียงพร่า ก้มหน้าลง
จากนั้น เธอเดินผละออกห้องโถงไป.....


ตี 1:35 น. ฉันเดินเข้าไปแผนกฉุกเฉินและอุบัติเหตุอีกครั้ง ตั้งใจว่าจะไปถามอาการเจมมี่ ขณะนั้น คุณหมอวิคเตอร์เปิดประตูห้องฉุกเฉินออกมาพอดี หมอมองหน้าฉัน ดวงตาเราสบกัน แล้วเขา.... ก็ส่ายหน้า ช้า ๆ อย่างเศร้าโศก สลดใจ..... เสี้ยววินาทีนั้น อะไรบางอย่างในสายตาหมอ บอกผ่านตรงมาที่ใจฉันสะท้อนดังกึกก้องเป็นคำอยู่ในอก

เจมมี่ไปแล้ว..... จากเราไปแล้ว......

หัวใจฉันร่วงหล่นลงทันที เข่าอ่อนหมดเรียวแรงลงทันใด..... ร่างกายฉันทรุดลง ปฏิเสธ....ที่จะตอบสนองต่อทุกสิ่ง

"ดอวน์นี่ เธอ....โอเคมั้ย !" คุณหมอวิคเตอร์ถามอย่างตระหนกตกใจ
"ไม่ค่ะ !! ไม่โอเค !!! นี่มันห่างไกลจากคำว่าโอเคไปมากโขเลย !!!!" ฉันตอบเสียงสั่นระรัว...
หมอวิคเตอร์เข้ามาพยุงฉันให้ลุกขึ้น  ฉันมองเข้าไปในห้องภายใน สายตาจ้องจับผ่านกระจกเหมือนทะลุประตู ชีวิตของเจมมี่ได้ยุติลงในห้องเล็ก ๆ นี่ เครื่องไม้เครื่องมือในการช่วยชีวิตได้ถูกปลดออกหมดแล้ว มีผ้าขาวคลุมเอาไว้.....

ฉันเปิดประตูห้องฉุกเฉิน มือไม้สั่นขณะกำลูกบิด....  ฉันเดินตรงไปข้างเตียงเขา.... โลกแตกดับลงไปตรงนี้ในชีวิตของเจมมี่ และก็ในความรู้สึกของฉัน..... นื้วมือฉันค่อย ๆ เลื่อนผ้าออก ใบหน้าเขาดูสงบเหลือเกิน เหมือนแค่หลับไป ฉันก้มลงจูบหน้าผากเขา....

มันเป็นสัญญาณ...แห่งการลาจากของเราสองคน.......

วินาทีต่อมาน้ำตาก็ไหลลงมาบนแก้มอย่างห้ามไม่อยู่ หยดลงที่ใบหน้าของเจมมี่ น้ำตาหยดลงใส่ผ้า ฉันปล่อยให้มันหยดไป....







ตั้งแต่เริ่มทำงาน  ฉันเห็นคนป่วยคนตายมาไม่น้อย เห็นญาติผู้ป่วยบางรายร้องห่มร้องไห้ การสูญเสียคนที่รัก ฉันเคยคิดว่าตัวเองรู้ดี ว่าอาการตายเป็นยังไง รู้ว่าเจ็บปวดแค่ไหน... แต่.... ฉันคาดไม่ถึงเลยว่า จะรุนแรงขนาดนี้ !! ในอกฉันอึดอัดทรมาน รู้สึกคล้ายหายใจไม่ออก "ฉัน.....ต้องการสูดอากาศ" ฉันบอกกับตัวเอง

ภายนอกอาคารโรงพยาบาล อากาศครึ้มเล็กน้อย....  ฉันเดินเข้าไปในสวน นั่งใต้ต้นไม้ ตรงที่มีม้าหินวาง  ที่นี่เงียบมาก แต่ไม่น่ากลัวเลย  แรงลมหนาวพัดเบา ๆ โชยอ่อนมาจากทิศเหนือ ที่พื้นดินมีหิมะปกคลุมขาวโพลนไปหมด ฉันมองเหนือขึ้นไปตรงต้นไม้ที่ขึ้นระหว่างหมู่เมฆ ดาวดวงใหญ่ 3-4 ดวงกระพริบ เหนือกิ่งก้านต้นไม้สีขาว

ฉันหายใจเงียบ ๆ อากาศเย็นเฉียบของโรงพยาบาลซึมเข้ามาในปอด เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ฉันใช้มือขวาปาดคราบน้ำตา มือซ้ายล้วงโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกง
"ดอว์นนี่....." ปลายสายพูด
"แม่..... แม่ค่ะ"
"ตำรวจบอกแม่ น้องประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้อยู่ที่โรงพยาบาลของลูก"
"หนูรู้แล้วละคะ....."
"น้องเป็นยังไงบ้าง ?" แม่ถาม
"เจมมี่....... เจมมี่โอเคค่ะ" ฉันโกหกแม่ อะไรทำให้ฉันพูดแบบนี้ออกไป ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน  ฉันเพียงแต่ไม่ต้องการพูดเรื่องนี้ผ่านทางโทรศัพท์
ฉันหยุดนิดนึง "ตอนนี้แม่อยู่ไหนคะ....." ฉันข่มความรู้สึกตัวเองไว้ สะกดน้ำเสียงให้ปกติที่สุด
"แม่นั่งอยู่ในรถแท๊กซี่ อีก 5 นาทีกำลังไปถึง ลูกอยู่ตรงใหน ดอวน์ ?"
"หนูอยู่ในสวน.....  ด้านซ้ายมือของโรงพยาบาลค่ะ แม่มาหาหนูเร็ว ๆ หน่อยนะคะ ! หนูจะรอแม่อยู่ที่สวนนี้"  ปลายสายเงียบงันไปชั่วขณะ.... เกิดความเงียบเพียงอึดใจระหว่างฉันกับแม่
"ดอวน์.......ลูกเป็นอะไรหรือเปล่า ?" แม่ถามฉัน ดูเหมือนแม่จะจับน้ำเสียงสั่นไหว จากประโยคหลังได้ ฉันพลาดไปจริง ๆ
"เปล่าค่ะ หนูไม่เป็นอะไร"
"รอแม่อยู่ที่นั่นนะ....." ปลายสายพูด ก่อนจะตัดไป


แม่สวมเสื้อสเว้ตเตอร์หนา ใส่ถุงเท้ายาวถึงเข่า ปล่อยผมกระเซอะกระเซิง แม่จ้องหน้าฉัน  วินาทีที่เราพบกัน ฉันแน่ใจแม่รู้ทันทีว่าเจมมี่เสียชีวิต เพราะใบหน้าฉันแสดงออกชัดเจนถึงความเศร้า ชนิดที่ว่าหากความเศร้าผุดขึ้นเป็นคนได้ รูปร่างหน้าตาคงจะเหมือนฉัน.....  ฉันไม่เคยปิดบังอะไรทางสีหน้า แววตาได้เลย....

"โอ้แม่ค่ะ !!" ฉันร้องขึ้น ลุกจากม้านั่ง วิ่งเข้าไปกอดเธอ "เจมมี่..... เจมมี่ไปแล้ว !! เขาจากพวกเราไปแล้วค่ะแม่ !!...." ฉันพูดสะอึกสะอื้น
แม่ไม่ได้กอดตอบฉัน ยืนแน่นิ่งตัวแข็งทื่อ มือไม้ยังคงสงบ แนบชิดอยู่ข้างลำตัว..... แม่ถามฉันเบา ๆ ที่ข้างหู
"น้อง.... ตายแล้วจริง ๆ นะเหรอ ?"
"ใช่ค่ะ เจมมี่ตายแล้วจริง ๆ"  ฉันพูดเสียงสั่น ร้องไห้สะอึกสะอื้น
คราวนี้แม่กอดฉันแนบแน่น ต่างคนต่างหายใจในบรรยากาศอันโศกเศร้า
แม่แหงนศรีษะขึ้นไปมองท้องฟ้า ที่ใจกลางหมอกและสายลม  มีนกฮูกขนสีเงินตัวนึง ร่อนผ่านเราไป....

ฉันซบหน้าลงกับบ่าแม่ หลับตา เสื้อสเว้ตเตอร์ของแม่ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นขึ้น ผ่อนคลายความทุกข์ลงได้บ้าง ฉันรู้สึกดีใจจริง ๆ ที่แม่อยู่นี่
"อย่าร้องไห้ลูก อย่าร้อง...." แม่กระซิบปลอบอย่างอ่อนโยน..... ลูบผมฉันเบา ๆ
"ช่วยพาแม่ไปหาน้องทีสิ.... แม่อยากเห็นหน้าน้อง..."  แม่พูดช้า ๆ อย่างนุ่มนวล จูบเบา ๆ ที่หัวฉัน
"ได้ค่ะ...แม่..... " ฉันพูดด้วยเสียงอ่อนล้า น้ำเสียงสั่นไหว ไม่แน่ใจว่าเพราะอากาศหนาว หรือ เป็นเพราะหัวใจแตกสลาย แหลกเป็นเสี่ยงไม่มีชิ้นดี......
"พยายามแข็งใจหน่อยนะลูก....." แม่พูดอย่างสงบ ต่างกับฉันราวฟ้ากับดินเลยทีเดียว
ฉันพยายามทำใจให้เข้มแข็ง รวมกำลังที่เหลืออยู่.... จูงมือแม่  เราเดินเคียงกันเข้าไปในโรงพยาบาล.....  ขณะก้าวเดินถึงห้องโถงแผนกฉุกเฉิน คุณหมอวิคเตอร์เดินสวนมาพอดี  ฉันพาแม่ไปหาหมอ แม่กับหมอยืนคุยกัน ฉันไม่ได้ฟังด้วยซ้ำว่าพวกเขาพูดอะไร จากนั้นหมอได้พาแม่เข้าไปหาเจมมี่  ส่วนฉันยืนรออยู่ที่ห้องโถง  ฉันไม่กล้าพอจะเดินต่อจากนั้น.....







ตี 2:45 น.  ฉันกับแม่ออกมานอกอาคารอีกครั้ง แม้อากาศกลางคืนจะหนาวนิด ๆ แต่มันช่วยให้ฉันรู้สึกหายใจดีขึ้น เราเดินเข้าไปในสวน ฉันนั่งลงบนม้าหินตัวเดิม ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนปลายเท้า  ส่วนแม่นั่งเคียงข้าง.... ฉันแอบชำเลืองมองแม่.... แสงจันทร์ส่องต้องนัยย์ตาแม่เป็นสีฟ้าอ่อน ทว่าเลื่อนลอย มองไม่เห็นภาพเหมือนกระจกตัดแสง  แม่คงไม่ได้เตรียมใจมาก่อน ว่าต้องเจอเหตุการณ์เช่นนี้

ฉันทำลายความเงียบ และพูดด้วยเสียงสะอื้น
"ในโทรทัศน์เขาบอกว่า คนที่ชนเจมมี่เป็นเด็กวัยรุ่น เมาแล้วขับ แถมชนแล้วหนีด้วย..... ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องมาเกิดกับเจมมี่ด้วยละคะ ? "ฉันเอ่ยปากถามแม่ และพูดต่อ...

 "เจมมี่อายุแค่ 17 มีความฝันอยากเป็นนักขับรถ นักสกี นักแต่งเพลง ...เขามีความฝันตั้งหลายอย่าง !! ที่เต็มไปด้วยความหวัง ความสุข และอนาคตที่สดใส !!! แต่ตอนนี้ความฝันของเขาไม่มีโอกาสกลายเป็นจริงแล้ว... เจมมี่สูญเสียทุกอย่างที่หวังไว้ !!.....เรื่องนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย มันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น !!!
"ทำไมเขาต้องพรากเจมมี่ ไปจากเราด้วยละคะแม่ !! เขาต่างหากที่สมควรตาย !!!! ไม่ใช่เจมมี่ !!!" ความโกรธในใจฉันปะทุขึ้นไม่ขาดสาย ราวกับน้ำพุร้อนกำลังพ่นกรดออกมา

แม่ยื่นแขนออกมากุมมือฉัน........ มือของแม่อุ่นมากทีเดียว
"อย่าไปโกรธหรือเกลียดเขาเลยลูก" แม่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบ
"แต่.... แม่ค่ะ !!"
"เมื่อเจมมี่ยังอยู่ น้องชอบที่จะฟังลูกยิ้ม และหัวเราะไม่ใช่เหรอ น้องคงไม่ชอบแน่ ๆ ถ้าเห็นลูกเศร้าโศก โกรธแค้นแบบนี้....... "
"ก็...หนูไม่อยากให้เจมมี่ตายนี่ค่ะ !! ทำไมคนที่เรารักถึงต้องตายด้วยละคะแม่" ฉันพูดอย่างท้อแท้ พลางยกมือขึ้นมาปัดน้ำตาที่ปริ่มอยู่ขอบตา
แม่สั่นศรีษะ ยิ้มเฝื่อน ๆ ปลอบฉัน
"แม่ไม่รู้เหมือนกันลูก นั่นอาจเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุดในโลก... การพลัดพรากนะ เราห้ามไม่ให้มันเกิดไม่ได้ มันมีมาตามธรรมชาติ ...ถ้าลูกนึกถึงความสุขที่ได้รับจากการรู้จักน้อง.... ไม่ใช่มัวแต่คร่ำครวญเสียใจ ลูกก็จะไม่เจ็บปวดมาก" แม่พูดต่อ....
"สิ่งที่ลูกต้องทำคือ ระลึกนึกถึงช่วงเวลาดี ๆ  ที่น้องกับลูกเคยมีร่วมกัน..... ไม่ใช่อาลัยอาลัยอาวรทุกข์โศกกับการจากลา.... แม้ความตายพรากชีวิตคนเรา แต่ไม่ใช่กับสายสำพันธ์นะลูก......"


ฉันเกิดความรู้สึกตื้นตันระคนเศร้าอย่างประหลาด จ้องมองแม่พิศวง

"โอ้..... แม่คะ !! หนูไม่รู้เลยว่าถ้าไม่มีแม่แล้วหนูจะอยู่ได้ยังไง !!! ใคร ๆ ก็บอกว่าหนูฉลาดที่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง  ได้ฝึกงานในโรงพยาบาลที่ดีที่สุด !! แต่เอาเข้าจริงแล้วแม่ต่างหาก ที่ฉลาดที่สุด ทำไมแม่ถึงฉลาดนักละคะ....."
"แม่ได้ฉลาดหรอกลูก....." แม่หยุดนิดนึง "คนเราเมื่ออายุเยอะขึ้น ก็ยิ่งรู้ยิ่งเห็นมากขึ้นเท่านั้นเอง...... "

"แต่.....แม่พูดราวกับว่ายอมรับการตายของเจมมี่ได้.... คนเราจะยอมรับการจากไปของคนที่เรารัก ได้ง่าย ๆ เหรอค่ะแม่....." ฉันร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น
"แม่ไม่ได้ยอมรับได้ง่ายหรอกนะดอวน์นี่...   เพียงแต่อายุขัยของคน ทำให้คนเรามีความรู้สึกต่างกัน การแสดงออกย่อมแตกต่างกันไปด้วย.... เมื่อลูกอายุเท่าแม่ ลูกจะเข้าใจนะดอวน์"

แม่ยื่นนิ้วชี้มาปาดน้ำตาบนใบหน้าฉัน
"โอ้แม่คะ !! น้ำตานี่ เทียบไม่ได้กับความรู้สึกเสียใจที่หนูมีหรอกคะ !!" เสียงของฉันแตกพร่า  "หนูไม่รู้จริง ๆ ว่าจะข่มความทุกข์ลงได้ยังไง...." ฉันเริ่มสะอึกสะอื้นอีกเบา ๆ
"ลูกโตแล้วนะดอว์นนี่ และลูกก็ฉลาดพอที่จะเข้าใจเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เหรอ.... น้องจากไปแล้วลูก ไปสู่ชีวิตที่ดีกว่านี้... ไปสู่โลกที่ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความโศกเศร้า....... น้องไม่มีทางฟื้นขึ้นมาแล้ว....... เราอย่ามารื้อฟื้นความเจ็บปวดกันต่อเลยนะ.....

ลมหนาวพัดมาเบา ๆ ผมแม่ปลิวสยายตามสายลม  แม่พูดต่อไปว่า
"พวกเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ต่อไปโดยไม่มีน้อง ซึ่งมันก็ยาก..... ยากมากเหลือเกิน ตอนแรก ๆ อาจจะลำบากหน่อย.... แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักพักนึง เราจะเริ่มชิน พอชินแล้ว อะไร ๆ ก็จะไม่เลวร้ายเกินทนหรอกนะลูก"
คราวนี้แม่บีบหลังมือฉันเบา ๆ
"แม่รู้ว่าลูกเป็นคนดี เข้มแข็ง และก็มีความคิด  นับแต่นี้ไปแม่อยากให้ลูกสัญญากับแม่ ว่าลูกจะต้องไม่โศกเศร้ากับอะไร ๆ เกินจำเป็น เกี่ยวกับเรื่องของเจมมี่ สัญญาได้ไหม ? หืม...."

ฉันพยักหน้ารับ เช็ดน้ำตา.......
คำพูดของแม่.... ฉันทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมรับการตายของเขา....

หิมะเริ่มตก ความหนาวจับเข้าที่ขั้วหัวใจ
แม่จุดบุหรี่สูบ..... แม่มักทำแบบนี้เสมอเวลาที่ทนแรงกดดันจากชีวิตไม่ไหว....ฉันรู้ดี แม่เสียใจมาก แม้ว่าเธอจะไม่มีน้ำตาออกมาสักหยด แม่ควบคุมตัวเองได้ดีเสมอ... ซึ่งตรงข้ามกับฉันที่เป็นคนอ่อนไหว และแสดงทุกอย่างที่รู้สึกออกมาทางสีหน้า
"คุณไม่ควรสูบบุหรี่นะ" มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากข้างหลัง  "ในบุหรี่มีสารเคมี ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายตั้ง 2,000 ชนิด....." ฉันหันหลังไปมอง หมอวิคเตอร์พูดขึ้น เขาก้าวเดินช้า ๆ มาหาเรา
"ฉันสูบเวลาที่เศร้านะคะ" แม่ตอบหมอ ลุกขึ้นยืน ยกมือเสยผมสีน้ำตาลแดง
"ฉันจะต้องทำอะไรบ้างคะ ? ฉันไม่รู้อะไรเลยคะหมอ" แม่ถาม
"เราจะต้องจัดการเกี่ยวกับเรื่องงานศพ เดี่ยวผมจะโทรหาสัปเหร่อเพื่อนผมให้ เขาคิดค่าบริการไม่แพง จัดแบบเงียบ ๆ แต่ดูสมเกียรติ.... เราต้องฝังเขาในคืนพรุ่งนี้ เพราะมะรืนนี้เป็นวันอาทิตย์ เราต้องฝังเขาใน 48 ชั่วโมง"
"ค่ะ..... ตกลงค่ะหมอ" แม่ตอบหมอ
"ที่นี่หนาวมาก พวกคุณกลับบ้านเถอะ  เดี๋ยวผมจะเรียกแท๊กซี่ให้" หมอชำเลืองมาทางฉันซึ่งนั่งอยู่บนม้าหิน "ดอว์นนี่ พาคุณแม่กลับไปพักผ่อนที่บ้าน....  เดี๋ยวหมอจะดูแล จัดการทางนี้ให้เรียบร้อยเอง"
"ค่ะหมอ......." ฉันผงกศรีษะรับ









รถวิ่งไปตลอดทาง ฉันมองผ่านหน้าต่าง หิมะยังคงโรยตัว บนถนนว่างปล่าว มีแสงไฟริบหรี่ หมอกตอนดึกปกคลุมไปทั่วเมือง  ฉันกับแม่ไม่คุยกันเลย ช่างเป็นความเงียบอันเจ็บปวดรวดร้าว และทรมานที่สุด..... ความเงียบเลื่อนไหลอยู่ระหว่างเราสอง.......  ฉันนั่งพิงหัวไหล่แม่ เธอโอบกอดไหล่ฉันไว้.....


ตี 3:35 น. เมื่อเราถึงบ้าน หิมะหยุดตกแล้ว ต้นไม้ไร้ใบปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็ง ทุกอย่างเงียบกริบจนดูวังเวง ฉันแหงนหน้ามองไปชั้น 2 ของบ้าน ห้องของเจมมี่ยังเปิดม่านค้างไว้.... ฉันพูดอะไรไม่ออก รู้สึกเพียงว่าบ้านไม่ใช่บ้านอีกต่อไป เมื่อไม่มีเจมมี่.... ฉันไขประตูเดินผ่านห้องนั่งเล่น ขณะที่แม่กดสวิทช์ไฟฟ้าของห้องครัว ฉันเดินขึ้นบันได ผ่านห้องของเจมมี่ ประตูแลเปิดอ้าค้างอยู่....  ฉันเดินเข้าไปข้างใน ทอดสายตาไปยังข้าวของเขา.....
ท่ามกลางความมืดและความเงียบ ภาพเก่า ๆ ก็ปรากฏขึ้นในหัวฉันเป็นระลอก....  ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าของเจมมี่ คำพูด น้ำเสียง รอยยิ้ม.....ซึมผ่านเข้ามาจับที่หัวใจทีละน้อย.....

อีกครั้งนึงที่ฉันอยู่คนเดียว ความโศกเศร้าที่เก็บไว้เริ่มทะลุออกมา ทวีพลังยิ่งขึ้น
"ทุกอย่างจบสิ้นลงแล้ว" น้ำตาที่อัดอั้นภายใน พรั่งพรูออกมา ฉันเริ่มร่ำไห้จนตัวสั่นคลอน "ต่อไปนี้ไม่มีเสียงหัวเราะ เสียงจาม เสียงทะเลาะ ทุกสิ่งเปลี่ยนไป.....ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป"

เมื่อเจมมี่จากไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็ได้ตายไปจากหัวใจฉัน.....

ฉันรู้สึกราวกับสิ่งที่คุ้นเคยสูญหาย..... สิ่งนั้นทิ้งรูไว้กลางหัวใจ ซึ่งไม่สามารถจะหาอะไรมาถมให้เต็มได้เลย... ฉันเอื้อมมือเปิดกระเป๋าถือ ค่อย ๆ หยิบกระเป๋าสตางค์ลาคอสของเจมมี่ วางลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา...... วินาทีที่วางกระเป๋า ทั่วทั้งร่างฉันสั่นเทิ้ม.....  หากหัวใจแตกได้ ความเศร้าที่อัดแน่นคงหลั่งไหลออกมา....

แสงจันทร์สาดผ่านมาทางหน้าต่าง ฉันเงยหน้า มองเห็นเงาราง ๆ ของตัวเองสะท้อนบนกระจก ฉันรู้สึกเหมือนต้องมนต์ ประหนึ่งถูกสะกดไม่ให้ไหวติง ฉันไม่ชอบภาพที่เห็นเลย ใบหน้าหมองคล้ำ หยาดน้ำตาสองหยด แฝงด้วยความรู้สึกเจ็บปวด ยังคลอที่หางตา.... ฉันสบตากับตัวเอง.....
"ทำตัวเป็นผู้ใหญ่เสียทีเถอะ ถึงแม้เธอจะไม่รู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่เลยก็ตาม"

ฉันเดินออกมาจากห้อง พยายามไม่กล้าให้ใจจดจ่อเรื่องของเจมมี่ ฉันเดินลงบันไดช้า ๆ ทีละขั้น ตั้งใจลงไปล้างหน้า แต่ละย่างก้าวเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อน....
ที่ห้องครัว ยังเห็นมีแสงไฟ ฉันแอบเห็นแม่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร เปิดอัลบั้ม นั่งมองรูปถ่ายเจมมี่..... แม่นั่งเอาข้อศอกเท้าโต๊ะ มือกุมหน้าผาก แล้วน้ำตาก็ไหลเงียบ ๆ  .....ฉันเบือนหน้าหันไปทางหน้าต่างอย่างโศกเศร้า  มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะ  ราตรีสีขาวเรือนรอง.... มันเป็นค่ำคืนที่คนอีกคนนึงจากโลกใบนี้ไป  และคนอีกสองคน ได้เติบโตขึ้น....